การแปรผันทางโมเลกุล

ดร. ความคิดเห็น Lammer ” ผลของเรา แสดงให้เห็นว่า โลก เช่นนี้ สอง ซูเปอร์ เอิร์ ธ อาจจะ จับ เทียบเท่า ระหว่าง 100 และ 1000 ครั้ง ไฮโดรเจนใน มหาสมุทร ของโลกแต่ เพียงอย่างเดียวอาจ จะสูญเสีย ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ของ มัน ไปตลอดชีวิต ของพวกเขา . ด้วย หนา ดังกล่าว บรรยากาศ ความดัน บนพื้นผิวจะมี ขนาดใหญ่ ทำให้มัน เป็นไปไม่ได้ เกือบ สำหรับชีวิต อยู่. ”

การ ค้นพบ อย่างต่อเนื่องของ ต่ำ ( โดยเฉลี่ย) ความหนาแน่นของ ซุปเปอร์ เอิร์ ธ สนับสนุน ผลการศึกษา. นักวิทยาศาสตร์ จะต้อง ดูดียิ่ง ยากที่จะหา สถานที่ที่ ชีวิต อาจจะพบ การตั้งค่า ความท้าทายสำหรับ นักดาราศาสตร์ ใช้ กล้องโทรทรรศน์ ขนาดยักษ์ ที่จะ เข้ามาใช้ ใน ทศวรรษหน้า

การศึกษาได้ดำเนินการโดย นักวิจัย ในออสเตรีย FWF เครือข่ายงานวิจัย ” เส้นทางสู่ ความเอื้ออาศัย . ”

ขณะ นี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้มอง ที่ว่า โลก เหล่านี้ ในรูปแบบ และ แสดงให้เห็นว่า จำนวนของพวกเขา อาจจะ รุนแรง มากน้อยกว่า ก็คือ แม้ว่า. พวกเขาพบว่า ดาวเคราะห์ ที่รูป จาก แกน ใหญ่ น้อย จะกลายเป็น แหล่งที่อยู่อาศัย เป็นพิษเป็นภัย ต่อชีวิต ในขณะที่ วัตถุ ขนาดใหญ่แทน จบ ลงเช่น ‘ มินิ เน็ปจูน กับ บรรยากาศที่ หนา และอาจจะ อยู่ หมัน . นักวิจัยนำโดย ดร. เฮลมุท Lammer วิจัย อวกาศ สถาบัน ( ดับเบิลยู ) ของออสเตรีย สถาบันวิทยาศาสตร์ เผยแพร่ผล ของพวกเขา ใน คำชี้แจง รายเดือน ของ สมาคมดาราศาสตร์ สังคม

ระบบ ดาวเคราะห์ รวมทั้ง ระบบสุริยะ ของเราเอง มีความคิด ที่จะสร้าง จาก ไฮโดรเจน ฮีเลียม และ ธาตุที่หนักกว่า ที่โคจรรอบ ดาว แม่ ของพวกเขา ในการที่เรียกว่า ดิสก์ ก่อกำเนิดดาวเคราะห์ . ฝุ่นละออง และ วัสดุ หิน เป็นความคิดที่ กอ ร่วมกัน เมื่อเวลาผ่านไป ในที่สุดก็ กลายเป็น แกน หิน ที่ ไปในที่จะ เป็น ดาวเคราะห์ . แรงโน้มถ่วง ของแกน เหล่านี้ดึงดูด ไฮโดรเจน จากดิสก์ รอบตัวพวกเขา บางส่วนที่ ถูก ปล้นไป โดยแสงอัลตราไวโอเลต ของดาราหนุ่ม ที่พวกเขา โคจร

ดร. Lammer และ ทีมงานของเขา สร้างแบบจำลอง ความสมดุลของ การจับภาพ และการกำจัดของ ไฮโดรเจน กับ แกน ของดาวเคราะห์ ระหว่าง 0.1 และ 5 เท่าของมวล ของโลก ที่ตั้งอยู่ในโซนอาศัย ของดาว อาทิตย์ เหมือน. ใน รูปแบบที่ พวกเขา พบว่า protoplanets กับ ความหนาแน่น เดียวกันของ โลก แต่ น้อยกว่า 0.5 เท่าของ มวลของมัน จะไม่ จับ ก๊าซมาก จากดิสก์

ทั้ง นี้ขึ้นอยู่กับ ดิสก์และ สมมติว่าดาราหนุ่ม มาก ความสว่าง ใน แสงอัลตราไวโอเลต กว่าดวงอาทิตย์คือวันนี้ แกน ของดาวเคราะห์ ที่มี มวล ใกล้เคียงกับ โลก สามารถจับภาพ แต่ ยังสูญเสีย ไฮโดรเจน ห่อ ของพวกเขา . แต่แกน มวล สูงสุด คล้ายกับซุปเปอร์ ดิน ‘ พบ ดาว รอบ ๆ ยึดมั่นใน เกือบทั้งหมดของ ไฮโดรเจน ของพวกเขา . ดาวเคราะห์ เหล่านี้ จบลงเช่น ‘ มินิ เน็ปจูน กับ บรรยากาศ ที่ หนากว่า โลกที่เป็นบ้าน ของเรา

ผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นว่า สำหรับบางส่วนของ ที่เพิ่งค้นพบ ซุปเปอร์ เอิร์ ธ เช่น เคปเลอร์ – 62E และ 62f เป็น ในเขต ที่อาศัยอยู่ ไม่เพียงพอที่จะ ทำให้ พวกเขา ที่อยู่อาศัย

ระบบจักวาล

“ดาว 12 นักษัตร” เป็นกลุ่มดาวฤกษ์จำนวน 12 กลุ่ม แต่ละกลุ่มตั้งอยู่ในระยะทางห่างกันประมาณ 1 ปีนักษัตร หรือ 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาที 9.5 วินาที ด้วยความเร็วของดวงอาทิตย์ที่โคจรไปรอบศูนย์กลางของ ดาราจักรทางช้างเผือก ในอัตราเฉลี่ย ประมาณ 220 กิโลเมตร ต่อ 1 วินาที หรือในราว 13,200 กิโลเมตร ต่อ 1 ชั่วโมง เท่ากับความเร็วของโลกโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ กลุ่มดาว 12 นักษัตรแต่ละกลุ่มโหราจารย์ในอดีตจินตนาการมองเห็นเป็นรูปสัตว์ 12 ชนิด คล้ายกับสัตว์ที่มีอยู่ในโลก ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนกับกลุ่มดาวฤกษ์จำนวน 27 กลุ่ม ที่เรียงรายติดต่อกันไปในจักรราศี ซึ่งนักโหราศาสตร์ เรียกว่า “ฤกษ์บน” หรือ “นภดลฤกษ์” จินตนาการมองเห็นเป็น คน รูปสัตว์ รูปเครื่องมือ เครื่องใช้ของมนุษย์ ถือว่าเป็นกลุ่มดาวฤกษ์ประจำอยู่ในราศีต่างๆ 12 ราศี มองเห็นเหมือนดังว่าไม่เคลื่อนที่ไปไหนเลย นักดาราศาสตร์เรียกว่า “ดาวฤกษ์ประจำที่” (Fix Star) แต่ตามความเป็นจริงกลุ่มดาวฤกษ์ดังกล่าวนี้ เคลื่อนที่ไปตลอดเวลาอย่างเชื่องช้ามาก เพราะอยู่ห่างไกลจากโลกของเราเหลือเกิน จึงกำหนดให้เป็น “ดาวประจำเดือน” โดยขนานนามไปตามรูปสัญลักษณ์ของดาวฤกษ์นั้น เช่น กลุ่มดาวฤกษ์ที่มีรูปลักษณ์เหมือนปู เรียกว่า เดือนกรกฏาคม กลุ่มดาวฤกษ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายแมงป่อง เรียกว่า เดือนพฤศจิกายน กลุ่มดาวฤกษ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายมังกร เรียกว่า เดือนมกราคม ดังนี้เป็นต้น

การโคจรของ “ดาว 12 นักษัตร” และ “ดาวพระเคราะห์” เคลื่อนที่ไปในจักรราศีผ่านกลุ่ม “ดาวฤกษ์ประจำที่” ในราศีต่างๆ 12 ราศี แตกต่างกัน คือ “ดาว 12 นักษัตร” โคจรไปแบบตามเข็มนาฬิกา หรือโคจรเวียนจากทางขวามือไปทางซ้ายมือ แต่ดาวพระเคราะห์โคจรไปในแบบทวนเข็มนาฬิกา คือโคจรจากทางซ้ายมือไปทางขวามือในแบบสวนทางกัน โหราจารย์จึงกำหนดให้ “ดาว 12 นักษัตร” สถิตในรูปวงกลมของจักรราศีซ้อนทับกัน “กลุ่มดาวฤกษ์ประจำเดือน” และ “ดาวพระเคราะห์ ดังนี้

1.      “นักษัตรชวด” เป็นรูปหนู สถิตใน “ราศีกรกฏ” ธาตุน้ำ เรือนเกษตรดาวจันทร์ เป็นรูปปู

2.    “นักษัตรฉลู” เป็นรูปวัว สถิตใน “ราศีมิถุนา” ธาตุลม เรือนเกษตรดาวพุธ เป็นรูปคนคู่ชายหญิง

3.     “นักษัตรขาล” เป็นรูปเสือ สถิตใน “ราศีพฤษภา” ธาตุดิน เรือนเกษตรดาวศุกร์ เป็นรูปวัว

4.     “นักษัตรเถาะ” เป็นรูปกระต่าย สถิตใน “ราศีเมษา” ธาตุไฟ เรือนเกษตรดาวอังคาร เป็นรูปแพะแกะ

5.     “นักษัตรมะโรง” เป็นรูปพระยานาค สถิตใน “ราศีมีนา” ธาตุน้ำ เรือนเกษตรดาวพฤหัสบดี เป็นรูปปลา

6.      “นักษัตรมะเส็ง” เป็นรูปงูเล็ก สถิตใน “ราศีกุมภา” ธาตุลม เรือนเกษตรดาวราหู เป็นรูปคนโทน้ำทิพย์

7.     “นักษัตรมะเมีย” เป็นรูปม้า สถิตใน “ราศีมังกร” ธาตุดิน เรือนเกษตรดาวเสาร์ เป็นรูปมังกร

8.     “นักษัตรมะแม” เป็นรูปแพะ สถิตใน “ราศีธนู” ธาตุไฟ เรือนเกษตรดาวพฤหัสบดี เป็นรูปคนยิงธนู

9.      “นักษัตรวอก” เป็นรูปลิง สถิตใน “ราศีพิจิก” ธาตุน้ำ เรือนเกษตรดาวอังคาร เป็นรูปลิง

10.  “นักษัตรระกา” เป็นรูปไก่ สถิตใน “ราศีตุลา” ธาตุลม เรือนเกษตรดาวศุกร์ เป็นรูปคันชั่ง

11.  “นักษัตรจอ” เป็นรูปสุนัข สถิตใน “ราศีกันยา” ธาตุดิน เรือนเกษตรดาวพุธ เป็นรูปหญิงงาม

12.“นักษัตรกุน” เป็นรูปสุกร สถิตใน “ราศีสิงหา” ธาตุไฟ เรือนเกษตรดาวอาทิตย์ เป็นรูปสิงโต

สาเหตุที่โหราจารย์ชาวอารยันค้นพบความแตกต่างระหว่างกลุ่มดาวฤกษ์ “ดาว 12 นักษัตร” ซึ่งเป็น “ดาวประจำปี” และ “ดาวฤกษ์ประจำราศี” ซึ่งเป็น “ดาวประจำเดือน” สันนิษฐานว่ามาจาก ความพยายามเฝ้าติดตามศึกษาความเคลื่อนไหวของดวงดาวที่โคจรไปในท้องฟ้า ซึ่งเป็นรูปทรงกลม เรียกว่า “รูปทรงกลมฟ้า” หรือ “จักรราศี” โดยสังเกตจากการโคจรของ ดวงอาทิตย์ เคลื่อนที่ไปประมาณวันละ 1 องศา คิดคำนวณเวลากลางวันได้ในราว 12 ชั่วโมง เวลากลางคืน 12 ชั่วโมง รวมเวลา 1 วันเป็น 24 ชั่วโมง จึงแบ่งวงกลมแห่งจักรราศีออกเป็น 12 ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่า “ราศี” โดยตั้งชื่อราศีไปตามลักษณะของรูปกลุ่มดาวฤกษ์ที่ปรากฏให้เห็นตามจินตนาการเป็น “กลุ่มดาวฤกษ์ประจำราศี” หรือ “ดาวฤกษ์ประจำเดือน” จำนวน 12 เดือน แต่เมื่อ ดวงอาทิตย์ โคจรไปได้ 360 องศา หรือ 1 รอบวงกลมแห่งจักรราศีแล้ว ปรากฏว่าเวลากลางวันและเวลากลางคืนยังไม่เท่ากัน คือเวลากลางวันอาจยาวเกินไป หรือเวลากลางคืนยังยาวเกินไป ต้องรอคอยให้วันเวลาล่วงไปกว่า 365 วันคือ ดวงอาทิตย์โคจรไปใน ราศีเมษายน ได้ประมาณ 13 องศา เวลากลางวันและเวลากลางคืนจะเท่ากันพอดี นับจากจุดที่วันเวลาในโลกเท่ากันพอดี “ฤดูกาล” ในโลกจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง เช่น จากจุด 0 องศาในราศีเมษ เป็นช่วงเริ่มต้น “ฤดูฝน” เวลากลางวันจะเริ่มสั้นลงไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน เวลากลางคืนจะยาวมากขึ้น จนกระทั่งดวงอาทิตย์โคจรไปได้ 15 องศา ในราศีตุลาคม เวลากลางวันและเวลากลางคืนจะเท่ากันพอดีอีกครั้งหนึ่ง เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ “ฤดูหนาว” เมื่อลากเส้นจากกึ่งกลางราศีเมษายนตรงไปยังกึ่งกลางราศีตุลาคม เป็นเส้นแบ่งครึ่งวงกลมในรูปแนวตั้ง เส้นผ่าศูนย์กลางนั้นจึงเป็นแกนกลางของวงกลมแห่งจักรราศี

 

นักดาราศาสตร์ในอดีตเกือบทุกชาติทุกภาษา แม้แต่นักปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีกที่โลกยกย่อง มีชื่อเสียงอยู่ในพุทธกาล เช่น ไพธากอรัส, อริสตาคัสแห่งซามอส, เอราโทสธีนีส, ฮิบปาร์คัส, อริสโตเติล จนกระทั่งถึงนักดาราศาสตร์ยุคสุดท้ายของกรีกได้แก่ คลอดิอุส ปโตเลมี ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ใน พ.ศ.687 เป็นผู้เขียนแผนที่การเดินเรือระหว่าง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มายังเมืองท่าอเล็กซานเดรีย ทางตอนใต้ของประเทศอียิปต์ ข้ามทะเลทรายซีไนลงสู่ทะเลแดง ผ่านประเทศอาหรับ อินเดีย แหลมทอง ไปสิ้นสุดการเดินทางที่ประเทศจีน ที่เรียกกันว่า เส้นทางสายไหมทางทะเล หรือว่าเป็นแผนที่โลกฉบับเก่าแก่ที่สุด นักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีกคนนี้ ได้รวบรวมวิชาความรู้ทางดาราศาสตร์ในอดีตไว้ ตำราดาราศาสตร์ชุดใหญ่มีจำนวน 13 เล่ม รวมเรียกชื่อว่าคัมภีร์ แอลมาเกสท์ (Almagest) รวมทั้งนักดาราศาสตร์ชาติอื่นอีกมากมาย ก็ไม่เคยมีใครมีความรู้ในเรื่อง ดาราจักรทางช้างเผือก และ ดาว 12 นักษัตร มาก่อนเลย คงมีแต่โหราจารย์ชาวอินเดียใน ยุคพระเวท เท่านั้นที่กล่าวถึง ระบบดาราจักรทางช้างเผือก ที่ทอแสงระยิบระยับวับวาวยาวเหยียดไปในท้องฟ้า จนนักกวีโบราณกล่าวเปรียบเปรยอุปมาว่าดุจดัง เชือกดาว ที่ขึงพาดผ่านท้องฟ้าในยามค่ำคืน เฝ้าศึกษาสังเกตติดตามเรียนรู้จนกระทั่งค้นพบความลับแห่งห้วงเวหาว่า ดาว 12 นักษัตร เป็นกลุ่มดาวฤกษ์ที่รวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม ซึ่งนักดาราศาสตร์ยุคใหม่เรียกว่า กระจุกดาราจักร (Cluster) ตั้งอยู่ในห่างไกลกัน แต่อยู่รวมกันเป็น กระจุกดาราจักรยวดยิ่ง (Super Cluster) ซึ่งรวมอยู่ในโครงข่ายแห่งหนึ่งของ ดาราจักรทางช้างเผือก

ระบบสุริยจักรวาล อันประกอบด้วยโลกของเราและดาวพระเคราะห์ทั้งหลาย ต้องโคจรจากกลุ่มดาวนักษัตรหนึ่งไปยังอีกกลุ่มดาวนักษัตรหนึ่ง ใช้เวลาเท่ากับโลกของเราโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบพอดี เรียกว่า 1 ปีนักษัตร เท่ากับ 365.25636042 วัน หรือในราว 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาที 9.5 วินาที นักโหราศาสตร์เห็นว่า เวลาของปีนักษัตรจะค่อยๆเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตรา 0.01 วินาที และเชื่อว่า ดาว 12 นักษัตร มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อ โลก ธรรมชาติ และมวลชีวิตทั้งหลายในโลก จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ สำหรับใช้ในการคิดคำนวณไว้ใน คัมภีร์โชติยศาสตร์ และ คัมภีร์สุริยาตร ดังจะเห็นได้จากการกำหนดให้ ดาวนักษัตร เป็นดาวประจำปี ปีนักษัตร

            ประวัติพุทธศาสนาของจีนจดบันทึกว่า ภิกษุต่างชาติรูปหนึ่งมีชื่อว่า พระกุมารชีพ ได้นำพุทธศาสนาเข้าไปเผยแพร่ในประเทศจีนมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 ชาวจีนส่วนใหญ่ได้หันไปนับถือพุทธศาสนามากขึ้น ภิกษุนักจาริกชาวจีนในยุคต่อมา เช่น หลวงจีนฟาเหียน, หลวงจีนถังซำจั๋ง, หลวงจีนอี้จิง ได้เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาที่ มหาวิทยาลัยนาลันทา ในประเทศอินเดีย จากบันทึกของ หลวงจีนอี้จิง ทำให้ทราบว่ามหาวิทยาลัยนาลันทามีการสั่งสอนวิชาดาราศาสตร์ โดยสร้างท้องฟ้าจำลองเหมือนดังโครงการที่แท้จริงของจักรวาล เพื่อให้นักศึกษาค้นคว้าจนสามารถคิดคำนวณการโคจรของดวงดาวได้ถูกต้องแม่นยำ สามารถสร้างปฏิทินทั้งในทาง สุริยคติ และ จันทรคติ ได้อย่างสมบูรณ์ หลวงจีนอี้จิง ได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายสมเด็จพระจักรพรรดิถังไทจง พระองค์ทรงโปรดให้ยึดถือเป็นปฏิทินของทางราชสำนัก มีหลักฐานว่า หลวงจีนอี้จิง ได้นำความรู้วิชาดาราศาสตร์เกี่ยวกับ ดาว 12 นักษัตร จากมหาวิทยาลัยนานลันทาไปเผยแพร่ในประเทศจีนมาตั้งแต่พุทธศักราชที่ 12 ทำให้ชาวจีนมีความรู้เกี่ยวกับ ดาว 12 นักษัตร นำไปใช้ในการพยากรณ์สืบมาจนถึงทุกวันนี้

จึงทำให้รู้แน่นอนว่าดวงอาทิตย์โคจรไปในรูปวงรีเกินรัศมี 360 องศา จำต้องเป็น ขยาย รูปวงกลมแห่งจักรราศี ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงสอดคล้องกับการโคจรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีจุดเริ่มต้น ณ. 0 องศา ในราศีเมษายน ไปสิ้นสุด 360 องศา ณ. 0 องศา ในราศีเมษายนดังเดิม โดยเพิ่มวันเวลาในบางราศีให้มากขึ้นเป็น 31 วันบ้าง ลดวันเวลาในบางราศีลงให้เหลือ 27 วันบ้าง 29 วันบ้าง เมื่อดวงอาทิตย์โคจรไปได้ 365.25636042 วัน ถือว่าเป็นวันที่ ดวงอาทิตย์โคจรไปได้ 1 รอบจักรราศี เรียกว่า 1 ปีสุริยาตร จึงกำหนดให้จุดบรรจบที่ 0 องศาในราศีเมษายน ซึ่งเป็นวันครบรอบปีสุริยาตร เป็นจุดสำคัญในวันสิ้นสุดปีเก่าและเป็นจุดเริ่มต้นปีใหม่ โหราจารย์เรียกจุดสำคัญนั้นว่า สงกรานต์ แปลว่า เวลาที่พระอาทิตย์ทอแสงขึ้นที่จุด 0 องศาในราศีเมษายน และกำลังจะโคจรผ่านจุดนั้นไป

ตรงจุดบรรจบที่ 0 องศาในราศีเมษายนของทุกวันครบรอบปี คิดคำนวณการโคจรของดวงอาทิตย์นับได้ 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาที 9.5 วินาที นอกจาเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ของธรรมชาติหลายประการดังกล่าวแล้ว ยังบังเกิดปรากฏการณ์อันน่าพิศวงขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกครั้งที่เป็นวันเวลาสิ้นสุดปีเก่ากำลังจะเริ่มต้นปีใหม่นั้น ตรงกับการเปลี่ยนแปลงของ ดาว 12 นักษัตร จากดาวนักษัตรหนึ่งไปยังอีกดาวนักษัตรหนึ่งอย่างบังเอิญที่สุดทุกครั้ง โหราจารย์จึงกำหนดให้นับการโคจรของดวงอาทิตย์ที่โคจรครบรอบจักรราศี หรือ 1 ปีสุริยาตร ว่าเป็น 1 ปีนักษัตร ด้วยเหตุนี้ ดาว 12 นักษัตร จึงกลายเป็น นามปี ซึ่งมีอยู่แต่เฉพาะในวิชาโหราศาสตร์ไทยเรียกกันว่า ปีนักษัตร

การนับถือศาสนาพุทธในต่างประเทศ

เจ้าพระยาและผู้อื่นในจังหวัดนี้ยังคงจำได้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2436 หมอมัคกิลวารี และเรเวอเรนด์ เออร์วิน มิสชันรี ชาวอเมริกันได้เคยมาที่จังหวัดนี้ครั้งหนึ่ง เจ้าพระยามีใจดีมาก ได้เชิญให้ข้าพเจ้าพักและเทศน์สั่งสอนชาวเมือง ข้าพเจ้าได้แจกหนังสือคำสอนที่เป็นภาษาไทย 300 เล่ม ซึ่งออกจะมากสักหน่อย แต่ข้าพเจ้าหาได้หยุดพักค้างคืน ณ ที่นี้ไม่ เพราะระยะทางที่จะไปต่อนั้นยังอีกไกลมาก และไม่ทราบว่าจะไกลอีกเท่าใด และจะถึงฤดูฝนเสียก่อนเดินทางตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วจึงเดินทางต่อไป
แคว้นหลวงนี้ก็เหมือนกับจังหวัดของไทยอื่นๆ คือตั้งอยู่ในที่ราบ แต่ก็ได้พบหมู่บ้านชาวเขาที่ไม่ใช่ไทยหลายแห่ง พื้นที่เป็นทุ่งราบกว้างยาวประมาณ 20 ไมล์ และเป็นพื้นที่สมบูรณ์ยิ่ง สมดังที่หมอมัคกิลวารีได้กล่าวไว้ในรายงานของเขา เรามาถึงสถานอันก่อด้วยหินแห่งหนึ่งในจังหวัดนั้น และตามระยะทางที่ผ่านก็มีหมู่บ้านงามๆหลายแห่ง ชนชาติลื้อในทุ่งราบนี้มีรูปร่างสูงใหญ่และสะอาดตา ข้าพเจ้าทราบว่าพวกนี้ไม่ใคร่สูบฝิ่น รูปร่างและที่อยู่ของเขาแสดงให้เห็นว่าเป็นสุขสบายมาก ข้าราชการในจังหวัดนั้นบอกข้าพเจ้าว่า มีหมู่บ้านลื้อในจังหวัดนี้ 70 ตำบล มีหมู่บ้านอะข่าหรือก้อ 20 ตำบลและมีหมู่บ้านสามทวน หมู่บ้านมูเซอหรือลาฮู หมู่บ้านเย้าและหมู่บ้านเมี้ยวหรือแม้ว ชาติละสามสี่แห่ง
เราพักแรมคืนในวัดของตำบลบ้านยางกวง(Ban Yang Kuang) ซึ่งแปลว่าบ้านหนองใหญ่ จนรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ วัดนี้ก่อสร้างเป็นแบบอย่างเดียวกับวัดของชนชาติลื้อที่เจริญแล้ว ณ ทุ่งราบของแคว้นหลวง เวลาเช้าข้าพเจ้าไปหาสมภารของวัดนั้นและรบเร้า ให้ท่านสมภารเอาหนังสือของวัดเป็นภาษาไทยทางเหนือจารในใบลานมาให้ข้าพเจ้า และเมื่ออ่านให้ฟังแล้วท่านสมภารรู้สึกพิศวงและดูเพิ่มความเลื่อมใสข้าพเจ้า ยิ่งขึ้นมาก ข้าพเจ้าได้ยินท่านสมภารพูดกับพระลูกวัดว่า น่าประหลาดนักชาวต่างประเทศไม่ใช่พูดแต่ภาษาลื้อได้เท่านั้น ยังอ่านหนังสือลื้อออกด้วย ไม่ช้าท่านสมภารก็ส่งภาษาลื้อถามข้าพเจ้าต่างๆ แล้วข้าพเจ้าได้ให้หนังสือไทยทางเหนือแก่สมภาร  3 เล่ม และแถมให้อีกสองสามเล่มสำหรับแจกชาวบ้าน ข้าพเจ้าขยายรูปงามๆให้ดู และเปิดหีบเสียงที่ข้าพเจ้ามีไปด้วยนั้นให้ฟัง มีสมภารพระลูกวัดและชาวบ้านมาล้อมดูกันแน่น ข้าพเจ้าเห็นได้โอกาสจึงประกาศสั่งสอนอยู่ประมาณสองชั่วโมง นอกจากนั้นก็มีหัวหน้าของตำบลมาหา และสนทนากับข้าพเจ้าบ้าง
แท้จริงชนชาติสามทวนนั้นสืบเชื้อสายมาจากชาติว้าปะลอง (Wa Palaung) ซึ่งเป็นมอญ-เขมรพวกหนึ่ง ข้าพเจ้าเองยังได้เคยพบชนชาตินี้ในแดนจีนบ่อยๆ เช่นเดียวกับที่พบในพม่า ในไทย และแคว้นลาวของฝรั่งเศส ชนเหล่านี้โดยมากไม่มีหนังสือของตัวเอง จึงไม่มีการศึกษาอย่างเดียวกับชนชาติขมุในแคว้นลาวของฝรั่งเศสและชาวว้าชาวป่าในพม่าเป็นต้น แต่ชาติว้าปะลองบางพวกมีการศึกษาอยู่บ้างก็คือรู้จักหนังสือ เช่นพวกเสนจุน (Sen Chun) สามท้าว (Sam Tao) และสามทวน ที่กล่าวนี้ แต่เดิมทีเดียวพวกเหล่านี้ป็นชาติว้าที่ป่าเถื่อน แต่เพิ่งพบพุทธศาสนา และถือศาสนาพุทธเมื่อประมาณ 600 ปี หรือกว่ามาแล้วตามที่พุทธศาสนาได้แผ่มาถึง
ชนชาติสามทวนอยู่ปะปนกับชนชาติลื้อ (Lu) ซึ่งเป็นไทยพวกหนึ่งใช้หนังสือไทยทางเหนือ และถือศาสนาพุทธแบบญวนคือเชียงใหม่ พุทธศาสนาแบบญวนมีลักษณะต่างกับพวกพม่าอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งต่างกับแบบไทย-เขมร นอกจากนี้ยังพูดภาษาลื้อได้ดี เพราะคล้ายกันภาษาว้าซึ่งเป็นภาษาของตนเอง แต่เสียงพูดภาษาลื้อต่างกันกับเสียงของชาวเชียงใหม่และลำปาง การออกเสียงสูงต่ำอย่างหนึ่งกับประเพณีที่เขาประพฤติกัยในท้องที่นั้นอย่างหนึ่ง เฉพาะสองอย่างนี้เท่านั้นที่ต่างกัน นอกนั้นไม่มีอะไรจะต่างกันเลย เพราะฉะนั้นชนชาติสามทวนจึงเหมือนกับชนญวนซึ่งถือพุทธศาสนาที่ข้าพเจ้าได้พบแทบทุกแห่ง การที่พวกเราได้เข้าไปอยู่ในตำบลบ้านลาวนี้ตลอดคืน ก็ได้รับความสะดวกเท่ากับเข้าไปพักอยู่ในระหว่างชนชาติไทยโดยกำเนิดเหมือนกัน คนที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านนั้นเป็นคนแคล่วคล่องได้เอื้อเฟื้อรับรองตามสมควร ข้าพเจ้าได้สนทนากับเขาเป็นอันดีและมอบหนังสือศาสนาไว้ให้เขาสองสามเล่ม
บ้านลาวนี้ตั้งอยู่ในแขวงของแคว้นหลวง (Long Circle) ซึ่งรวมอยู่ในสิบสองพันนา (Sip Sawng Panna) บ้าน หมายความว่า ตำบลหมู่บ้าน ลาว เป็นชื่อของตำบลโดยเฉพาะ แคว้นหลวงตรงกับคำว่าเมืองหลวง (Mong Long) หรือ (Muang Luang) เมืองหลวงหรือแคว้นหลวงนี้มีเนื้อที่กว้างขวางมาก แยกเป็นจังหวัดและตำบลอีก ทั้งหมด 86 จังหวัดด้วยกัน อย่างเดียวกับแคว้นเชียงตุงซึ่งได้ผ่านมาแล้ว เมืองหลวงเป็นจังหวัดสำคัญของ 12 พันนา (สิบสองพันนาคือหมื่นสองพัน นา คือทุ่งข้าว)
เหตุใดถิ่นฐานเดิมของชาติลื้อซึ่งเป็นไทยสาขาหนึ่งของอ้ายลาว (Ai lao) อันเป็นชาติใหญ่โตนั้นจึงมีชื่อว่าสิบสองพันนาข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่มีความเห็นว่า แต่ครั้งโบราณอาณาเขตเหล่านี้คงแบ่งออกเป็น 12 มณฑล และมณฑลหนึ่งๆ มัเนื้อที่นาพันหนึ่ง
เที่ยงวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเข้าไปในเมือง มีผู้ว่าราชการสิทธิ์ขาดประจำอยู่เรียกว่าเจ้าเมือง(Chao Muang) ซึ่งหมายความว่าเป็นเจ้าของของจังหวัดนั้น นอกจากตำแหล่งเจ้าเมืองซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจังหวัด ยังมีตำแหน่งสูงต่ำเป็นลำดับกันไปเรียกว่า ผู้หมื่น ผู้แสน หรือเจ้าพระยา แต่เจ้าเมืองของจังหวัดนั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเจ้าพระยาเพราะเป็นจังหวัดใหญ่จึงต้องมีชื่อให้สมเกียรติของเขา ดินแดนลื้อทุกจังหวัดมีเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานสำหรับช่วยเหลือผู้เดินทางชาวต่างประเทศนอกจากไทยด้วยกันด้วย ภาษาลื้อเรียกตำแหน่งนี้ว่าพ่อเมือง (Paw Mong) เมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองนั้นแล้ว คนขับเกวียนซึ่งเป็นลูกจ้างของข้าพเจ้าได้นำให้หลงผิดโดยไปพักและแก้ลาออกพักที่ข้างตลาดแล้วไปเที่ยวซื้ออาหารรับประทาน แทนที่จะไปหาพ่อเมืองขอความช่วยเหลือก่อน เลยทำให้พวกเราไม่ได้รับความช่วยเหลืออันเป็นหน้าที่ของเขา ด้วยเหตุนี้จึงได้ออกเดินทางต่อไปโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือแนะนำตามสมควร จนกระทั่งมาถึงนครสิบสองพันนาอีกหลายวัน คราวนี้ข้าพเจ้าหาได้ลืมไม่ ได้ไปหาพ่อเมือง แล้วพ่อเมืองก็พาไปหาเจ้าพระยาซึ่งท่านต้องรับประทานอาหารเสียก่อนแล้วจึงออกมาต้อนรับข้าพเจ้า เจ้าพระยาผู้เป็นเจ้าเมืองนี้มีอัธยาศัยดี รับจะช่วยเหลือพวกเราตามปรารถนา

ข้าพเจ้าได้ออกเดินทางมาพักที่ตำบลบ้านขังสูง (Koa Sung) ในคืนวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2452 บ้านขัวสูง หมายความว่า บ้านสะพานสูง ได้พบปะสนทนากับพวกลื้อในหมู่บ้านนั้น พอตกกลางวันก็พ้นเขตของแคว้นหลวง เข้าไปในเขตเมืองหลวงของสิบสองพันนาชื่อว่าเชียงรุ้ง แต่ตามแผ่นที่อังกฤษว่า Kenghung พวกเราต้องขอเข้าพักในวัดอีก คนชาติลื้อในตำบลขัวสูงเกือบทั้งหมดไม่ว่าชายหญิงหรือเด็กผู้ใหญ่ ได้พากันมาฟังหีบเสียงซึ่งเขาไม่เคยได้ยิน จนกระทั่งข้าพเจ้าต้องหนี ชาวบ้านแถบนี้หลายคนยังจำได้ถึงครั้งหมอมัคกิลวารีกับเรเวอเรนด์เตอเออร์วิน ได้มาที่นี่เมื่อ 7 ปีมาแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยนึกว่าพวกนี้จะมีความตื่นเต้นที่มีชาวต่างประเทศมาที่นี่ ข้าพเจ้าได้แจกหนังสือตามสมควร ต่อรุ่งขึ้น วันที่ 29 มีนาคม ข้าพเจ้าจึงได้ออกเดินทางมาถึงจังหวัดเชียงรุ้งเวลาก่อนเที่ยง คราวนี้คนขับเกวียนของข้าพเจ้าได้รู้สึกผิดมาแล้ว จึงต้องเข้าไปยังบ้านพ่อเมืองทีเดียว แต่เผอิญพ่อเมืองไม่อยู่ อยู่แต่ภรรยา ในขณะนั้นภรรยาของพ่อเมืองได้แสดงตัวว่า เขาจะจัดการให้ข้าพเจ้าได้รับความสะดวกตามที่ข้าพเจ้าต้องการ
พ่อเมืองมีตำแหน่งพระยา ส่วนผู้เป็นใหญ่ในสิบสองพันนานั้นมีตำแหน่งเป็นเจ้าฟ้าคือ เจ้าแห่งฟ้า ซึ่งเทียบกับตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ ตำแหน่งเจ้าฟ้านี้นอกจากใช้ในสิบสองพันนา ยังมีในที่อื่นอีกคือสอบวางของเชียงตุง สอบวาของจังหวัดเงี้ยวเล็กๆ ทั้งหมด และในแคว้นเงี้ยวฝ่ายตะวันตกของพม่าทางแม่น้ำสาลวีนก็เรียก เจ้าฟ้า ทั้งนั้น
เจ้าพระยาพ่อเมือง ได้เรียกล่ามมาให้อ่านหนังสือเดินทางเป็นภาษาจีนให้เขาฟัง ดูเขากระตือรืนร้นรีบพาไปหาเจ้าพนักวานให้เตรียมการรับรองพวกเรา และพาข้าพเจ้าไปหาเจ้าฟ้า
เจ้าพนักงานได้ออกหนังสือเป็นภาษาไทยให้ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อความอย่างเดียวกับภาษาจีน ตามหนังสือนั้นบอกให้ทางราชการช่วยเหลือ และให้คนใช้ตามส่งด้วย 4 คน จนกระทั่งถึงจังหวัดสูเม้า(Szumao) และให้พักอาศัยได้โดยไม่ต้องเสียเงินค่าอะไร นอกจากนี้เจ้าพนักงานยังอนุญาติให้ข้าพเจ้าลอกชื่อจังหวัดต่างๆ ที่จะผ่านไป 28 จังหวัด ซึ่งมีจังหวัดเชียงรุ้งเป็นเมืองหลวง จังหวัดที่อยู่ในสิบสองพันนาเดี๋ยวนี้ อยู่ทางดินแดนฟากตะวันตกของแม่น้ำโขง 15 จังหวัด อยู่ทางฟากตะวันออก 13 จังหวัด แต่เดิมฟากตะวันออกนี้มี 15 จังหวัด ภายหลังฝรั่งเศสได้ตัดเอาไปเป็นของตนเสีย 2 จังหวัด แต่ชนชาติลื้อหาได้อยู่ในเฉพาะ 30 จังหวัดนี้ไม่ ในแคว้นเชียงตุงก็มีลื้ออยู่หลายจังหวัดเหมือนกัน เช่น ยอง (Yawng) ลูเอีย (Luie) ยู (Yu) เลน(Len) และอื่นๆ และในเวลานี้ฝรั่งเศสยังได้กันเอาไปเป็นอาณาเขตของตนเสียอีกหลายจังหวัดรวมทั้งจังหวัดทั้งสองของสิบสองพันนาดังกล่าวแล้วนั้นด้วย
ในวันนั้นเจ้าฟ้าเชียงรุ้งได้มาหาข้าพเจ้าเป็นครั้งแรก และร้องขอให้เปิดหีบเสียงให้ฟัง ข้าพเจ้าก็กระทำตาม ข้าพเจ้าไม่ได้เที่ยวดูบ้านเมืองเท่าไรนักจนเวลาเย็น จังหวัดเชียงรุ้งนี้จะว่าเป็นจังหวัดที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ได้ เพราะอยู่กลางป่าและมีภูเขาล้อมเกือบรอบ ข้าพเจ้าได้เห็นบ้านใหญ่แห่งหนึ่งเป็นหลังคามุงกระเบื้อง คือเป็นวังของเจ้าฟ้า แต่ในเวลานั้นมุงด้วยจาก รั้วใช้ไม้ไผ่ล้อม วังนี้เป็นวังร้าง ซึ่งแต่เดิมก่อด้วยอิฐ และได้ถูกพวกลื้อเมืองพง (Hpong) และเมืองลา (La) เอาไฟเผาเสียโดยเกิดการต่อสู้กันขึ้น ซึ่งฝ่ายสิบสองพันนาเป็นฝ่ายมีชัย ซากสถานที่ที่เหลืออยู่จึงได้เป็นเมืองที่ต้องใช้มุงด้วยจาก จังหวัดนี้อยู่บนคุ้งใหญ่ของแม่น้ำโขง และมีลำธารไหลมาบรรจบที่ตรงนี้จากทิศเหนือและทิศตะวันออก เพราะฉะนั้นภาพธรรมชาติของสถานที่นั้นจึงงดงามยิ่งนัก และเป็นแห่งหนึ่งซึ่งจะชวนให้ให้ติดใจคนที่อยู่นั้นมาก ถึงแม้นจะติดใจมากปานใดก็คงไม่ติดใจได้ยืดยาวเท่ากับฝิ่นที่ติดใจชาวเชียงรุ้งอย่างแน่นหนา มีผู้บอกข้าพเจ้าว่า ชาวเชียงรุ้งประมาณสามในสี่ตกเป็นเหยื่อของฝิ่น คนติดฝิ่นในจังหวัดนี้เมื่อเทียบตามส่วนแล้วมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ในจำพวกชนชาติลื้อด้วยกัน ถึงกระนั้นชาวเมืองนี้ยังสำแดงความเป็นมิตรแก่พวกเรา และอยากฟังเรื่องราว แปลกๆ ยิ่งกว่าชนชาติลื้อแห่งอื่นๆ จังหวัดเชียงรุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงของชนชาติลื้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งหนึ่ง เพราะเป็นทำเลที่มีภูเขาล้อมเกือบรอบ แต่ข้าพเจ้ามีเวลาเพียงคืนเดียวที่จะพักอยู่ที่นี่ และข้าพเจ้าตั้งใจว่าเมื่อออกจากที่นี่แล้วจะไปยังตำบลที่พวกมิสชันรี่แต่ก่อนไม่เคยไป จึงได้ยกกองเดินทางต่อไปถึงจังหวัดเมิงยาง (Mong Yang) ซึ่งจะถือเอาเป็นที่หยุดพักครั้งแรก และเป็นสถานที่อีกแห่งเดียวที่มีวัดไทยและพระสงฆ์ไทยอยู่ พวกเราได้ไปขออาศัยนอนในวัด พ่อเมืองของจังหวัดนี้ได้เอาใจดูแลข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่มีเวลาไปทำความคุ้นเคยได้เท่าไร พ่อเมืองนั้นบอกข้าพเจ้าว่า ในแถบนี้เป็นหมู่บ้านชนชาติไทยเกือบทั้งหมด คือมีมากกว่าสามสิบหมู่บ้าน และมีหมู่บ้านที่เป็นชาวเขาเพียงแปดหมู่บ้านเท่านั้น เป็นจังหวัดที่อยู่ข้างจะสนุกและสะอาดด้วย
ในวันรุ่งขึ้นได้ออกเดินทางต่อไปจนตลอดทั้งวัน พื้นที่ในแถบนี้โดยมากไม่ใคร่มีภูเขาจึงรู้สึกว่าไปได้สบาย เพื่อประสงค์จะหลีกเลี่ยงเสียจากการเสียเวลาและความลำบากเมื่อถึงที่พัก ในเรื่องอาหารและหญ้าม้านั้น ข้าพเจ้าได้ส่งคนใช้สองคนไปกับหนังสือที่เป็นภาษาลื้อ ล่วงหน้าไปหาที่และเตรียมการที่จำเป็นไว้ก่อนที่จะไปถึง จึงได้ปลดเปลื้องการขลุกขลักต่างๆ ได้มาก ตำบลที่เราไปถึงนี้เป็นตำบลเล็กๆ ของเมืองลาขึ้นแก่จังหวัดเชียงรุ้ง คนในตำบลนี้เป็นชนชาติลื้อใจร้อน ตรงไปตรงมา และรับแขกดี แต่บางโอกาสดูไม่เอาใจใส่ต่อคนแปลกหน้าและไม่ใคร่จะอยากรู้สิ่งแปลกประหลาดต่างๆ เมื่อเราเข้าไปในวัดและได้เอารูปภาพต่างๆ มาแขวนไว้ในศาลา พวกลื้อชาวบ้านแถบนั้นพากันแตกตื่นมาดูกันเป็นอันมาก
ตำบลที่ชื่อว่าเมืองลานี้ อยู่ทางทิศเหนือของเชียงรุ้ง ระยะทางสองวัน ตำบลนี้จะไม่เคยมีหมอสอนศาสนาไปถึงก็ดี แต่การสอนศาสนาก็สำเร็จได้บ้าง โดยมีคนกลับใจมาถือศาสนาคริสต์

วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2453 พวกเรามาถึงจังหวัดที่สุดของชนชาติลื้อซึ่งเป็นจังหวัดที่ 28 ในสิบสองพันนา เรียกชื่อว่าเมืองหริ่ง (Mong Ring) หนทางที่มานั้นมีภูมิประเทศเป็นที่สูงและระยะไกลมากกว่าที่ข้าพเจ้าได้เคยเดินมาแล้วในประเทศจีน ตั้งแต่ออกจากที่พักในเมืองนั้นแล้ว ต้องปีนขึ้นเขาชันเป็นครั้งแรก แล้วจึงถึงถนนที่อยู่บนเทือกเขายืดไป และทางก็สูงๆ ต่ำๆ จนกระทั่งเย็นวันที่สองของการเดินทางจึงได้มาถึงทุ่งราบในจังหวัดเมืองหริ่ง ทุ่งราบของเมืองหริ่งนี้เป็นทุ่งราบที่อยู่บนภูเขาคล้ายป่าหญ้าอันกว้างใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่บ้าง แต่สูงโดดเดี่ยวต่างกันกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ราบต่ำ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ได้เคยถูกหักร้างถางพงสำหรับทำการเพาะปลูกมาแล้วทิ้งร้างไว้ จึงเกิดเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ มีแต่พงหญ้าขึ้นอยู่เต็มไปหมด ข้าพเจ้าได้เห็นหญิงจีนที่เป็นชาวเขาในที่ราบสูงนี้ใช้รัดเท้าให้เล็กอย่างหญิงจีนในเมืองใหญ่ๆ ของจีน และเห็นเขาออกไปทำงานหนักอยู่กลางแจ้งอย่างกุลี ในตำบลบ้านพวกจีนที่ข้าพเจ้าได้ผ่านไปนั้น ที่อยู่ของเขาปลูกเป็นโรงอยู่กับพื้นดิน แยกกันอยู่ห่างๆ ไม่ได้รวมหมู่ใกล้ๆ กันเหมือนพวกที่อยู่ข้างใต้ลงไป

วันสิ้นโลกมีจริง

 

นักบุญอันนา มารีอา ไทจิ เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ.1837 เธอพยากรณ์ว่า ในศตวรรษของเราจะเกิดสงคราม 2 ครั้ง อีกครั้งมาราวใกล้อวสานโลก เธอว่าฟ้าจะลงโทษมนุษย์ ให้โลกมืดไป 3 วัน 3 คืน
บุญราศีภคินีแอมเมอริก เป็นแม่ชีคณะออกัสตีเนียน เกิดในประเทศเยอรมันนี ปี ค.ศ. 1774 ตายในปี ค.ศ. 1824 กล่าวว่า เธอเห็นองค์การลับวางแผนทำลายพระวิหารนักบุญเปรโตร ขณะพายุโหมพัดเอาพังพินาศ เมื่อทุกขภัยถึงขีดสุดแล้ว เธอยังเห็นความช่วยเหลือตามมาด้วย เธอเห็นพระแม่มารีพรหมจารีย์ ประจักษ์มา ณ วิหาร กางเสื้อของท่านคลุมมันไว้ และได้เห็นโป๊ปองค์หนึ่ง สุภาพ หนักแน่นมาก มีการสร้างวิหารขึ้นใหม่สูงเทียมฟ้า.
นักบุญโทมัส เด อากวีโน นักปรัชญาของศาสนจักร อธิบายอรรถรสในจดหมายฉบับที่ 2 ของเปาโลถึงชาวเทสซาโลนิก ทำนายถึงสาเหตุของการทิ้งศาสนา ว่าจะเป็นการปฎิวัติทั่วๆไป เพื่อค้านการเมืองและศาสนา จะมีขึ้นก่อนปรปักษ์พระคริสต์มาเล็กน้อย.
นักบุญเมโธดิอุส (ค.ศ.885)โบสถ์วิหารจะถูกแปรเป็นซ่องโจร คอกสัตว์ ชี สงฆ์ นักบวชจะถูกข่มขื่น ละเมิดวินัย ทรมาน สังหารโหด พระแท่นจะถูกทุบวินาศ พระธาตุจะสูญหาย สังฆาภรณ์จะถูกรื้อออกใช้เต้นงิ้ว เล่นละคร ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นก่อนแอนตี้ไคร์สต์จะมา.
นักบุญบีโอที่10 (ค.ศ.1903-1914) เราเห็นผู้สืบธรรมาสน์ของเราเดินข้ามศพพี่น้องหนีไป พระองค์จะหลบซ่อนตัวอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง พอได้พักผ่อนชั่วเวลาเล็กน้อยแล้ว ต่อมาจะถูกทารุณจนสิ้นพระชนม์ ความชั่วในโลกเริ่มฟักตัว มันจะนำทุกข์ระทมมาให้ ก่อนที่จะสิ้นโลก.
โป๊ปบีโอที่12 (ค.ศ.1939-1958) เราเห็นว่าเวลานี้โลกกำลังเดินเข้าสู่เหตุการณ์ที่น่ากลัวหลายอย่าง ตามพระคริสต์เจ้าทำนายไว้ ดูเหมือนความมืดกำลังมาเยือน มนุษย์ชาติจะต้องตกอยู่ในวิกฤติการณ์ชั้นสุดยอด.
ผู้เข้าทางในของทูรศ์ ศตวรรษที่19 เป็นแม่ชีอยู่ในเมืองทูรศ์ ในปี ค.ศ.1882 ผู้แนะนำชีวิตทางวิญญาณของเธอ ได้นำการเผยนี้ออกมาตีพิมพ์ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “วันก่อนชัยชนะของพระคริสตเจ้า” โดยใช้นามปากกาว่า ผู้เข้าทางในของทูรศ์ เป็นคำทำนายจากปี 1872 และ 1873 .
มุนี ฮีลารีออน ศตวรรษที่15 ก่อนที่คริสตชนนิกายต่างๆ จะมารวมกันและปรับปรุงใหม่ พระเจ้าจะใช้นกอินทรีบินเข้ายุโรป นำความดี ความผาสุกยิ่งใหญ่มาให้ บุรุษวิเศษจะแผ่สันติ ระหว่างพวกเถระกับนกอินทรี และอาณาจักรของพระองค์จะยืนยง 4 ปี หลังมรณกรรม พระเจ้าจะส่งบุรุษทรงปรีชาวุฒิ และเพียบพร้อมกุศล 3 ท่านมาแทน พวกเขาจะแผ่พระธรรมไปทุกมุมโลก เวลานั้นจะมีแกะฝูงเดียว ชุมภาบาลผู้เดียว ความเชื่อ กฎหมาย ชีวิตและศีลล้างบาปเดียวกัน.
มารีอา สไตเนอร์ ศตวรรษที่19 ฉันเห็นพระเจ้าเวลาที่พระองค์กำลังลงโทษล้างโลกด้วยวิธีน่ากลัวจนว่า มีชายหญิงเหลืออยู่น้อย พวกฤาษี นักพรต จะต้องออกจากอาศรมและพวกชีถูกไล่ออกจากอาราม เป็นต้น ในอิตาลี พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์จะถูกเบียดเบียน และโรมจะขาดนายชุมภา.
แวร์แดง โอ ตรังต์ ศตวรรษที่13 มหาราชและอัจฉริยะโป๊ปจะมาก่อนแอนตี้พระคริสต์ ประเทศทั้งหลาย จะอยู่ในสงคราม 4 ปี โลกส่วนใหญ่จะถูกทำลาย โป๊ปจะข้ามน้ำข้านทะเล แบกเครื่องหมายการไถ่บาปที่หน้าผาก มหาราชจะจรรโลงสันติภาพ พระสันตะปาปาจะมีส่วนในชัยชนะ สันติภาพจะครองโลก.
บุญราศี ยวง อามาเดโอ เคซิลวา ศตวรรษที่15 วันท้ายๆจะเกิดการนองเลือด น่ากลัว แผ่นดินจะถูกฉกชิง ทอดทิ้ง บ้านเมืองจะรกร้างว่างเปล่า ขุนนางจะถูกสังหาร และคนที่มีอิทธิพลจะถูกทำลาย เพราะเปลี่ยนกษัตริย์และจักรภพกันบ่อย เยอรมันและสเปนจะรวมอยู่ใต้เจ้านายใหญ่ที่พระทรงเลือกให้ แต่เพราะเยอรมันไม่เชื่อ สงครามจะยืดเยื้อไปจนกว่า ผู้ยิ่งใหญ่จะได้มารวมทุกประเทศไว้ หลังเหตุการณ์นี้ แทนที่พระบังคับ จะมีการกลับใจหมู่ สันติภาพและความก้าวหน้าจะตามมา.
มารีย์ เดอ ลา โฟแดส์ ศตวรรษที่19 โลกจะมืดสนิท 3 วัน เทียนที่เสกด้วยขี้ผึ้งเท่านั้นจะจุดไฟติด ระหว่างความมืดน่าสพึงกลัวนี้เทียนเล่มเดียวจุดได้ 3 วัน แต่มันจะไม่ให้แสงในบ้านของคนขาดพระ ถึงฟ้าผ่า ลมพัด พายุจัด แผ่นดินไหว ก็ไม่สามารถดับเทียนเสกนั้นได้ เมฆสีเลือดจะลอยตามอากาศ ฟ้าร้องฟ้าคำราม หวาดเสียว น้ำทะเลขึ้น คลื่นซัดกลบแผ่นดิน ทั้งโลกาจะกลายเป็นป่าช้า คนดีคนชั่วตายกันเกลื่อน ความอดอยากที่ตามมาจะร้ายแรงกว่าอีก พ์ชพันธุ์จะเสียหาย 3 ใน 4   เช่นเดียวกับชาติมนุษย์ วิกฤติการณ์นี้จะมาอย่างไม่รู้ตัว และทั้งโลกจะได้รับโทษนี้.
เคาน์เตส ฟรังซิสกา เดอ บิลญันต์ ศตวรรษที่ 20 ฉันเห็นนักรบ ทั้งเหลืองและแดง รุกเข้ายุโรป ยุโรปเต็มไปด้วยควันสีเหลือง สังหารสัตว์ในนาเกลี้ยง ประเทศที่ทรยศต่อพระบัญญัติของพระเจ้าจะหายไปในไฟ ยุโรปจะกว้างใหญ่เกินไปสำหรับคนที่อยู่   .
คำทำนาย อเมริกัน ศตวรรษที่20 กองทัพเหลืองของอาทิตย์อุทัย และของอาณาจักรกลาง จะทุ่มความเคียดแค้นต่อประเทศชาติของประเทศเกาะ ซึ่งมีแต่สร้าง
ค.ศ. 469-542 นักบุญซีซาร์เมืองอาร์เลส เมื่อทั้งโลกโดยเฉพาะฝรั่งเศสทางภาคเหนือ ตะวันออก ที่หนักกว่าเพื่อนก็ที่ลอร์เรนกับชัมปัน จะต้องอดอยากทุกข์ระทม แล้วเจ้าชายองค์ที่หนึ่ง ซึ่งถูกเนรเทศตั้งแต่สมัยยังเด็กจะยื่นมือมาช่วย และกู้มงกุฎดอกลิลีไว้ เจ้าชายนี้จะขยายอาณาเขตไปทั่วแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็จะมีโป๊ปอัจฉริยะเยี่ยมยอด และสมบรูณ์ทุกด้าน โป๊ปนี้จะได้มหาราชบุรุษศรัทธาแตกหน่อจากกษัตริย์ฝรั่งเศส เชื้อพระวงศ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่ติดปฎิรูปโลก ร่วมกันกับเจ้าชายจำนวนมาก และประเทศที่ดำเนินชีวิตผิดพลาด ทารุณโหดเหี้ยมจะกลับใจ สันติภาพจะครองมนุษย์ได้อยู่หลายปี พระเจ้าทรงระงับพิโรธเพราะการสำนึกผิด ประพฤติชอบ ประกอบความดี หลายประเทศจะออกกฎหมายร่วม มีความเชื่อเดียว ศาสนาเดียว ทุกประเทศจะรับรู้สันตะสำนักในโรม และนับถือพระสันตะปาปา แต่จากนั้นชั่วเวลาไม่เท่าไร คนจะถอยศรัทธา  ใจคอโหดร้าย ศีลธรรมเสื่อม รุนแรงกว่าเก่า ปรปักษ์พระคริสต์จะกดขี่ข่มเหงมนุษย์ อย่างทารุณ ในที่สุดก็สิ้นโลก.
ค.ศ. 856 บุญราศี ราบานุส เมารุส บรรดาปราชญ์ชั้นยอดลงความเห็นประกาศว่า ตอนปลายอายุขัยของโลก หน่อกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์หนึ่งจะครองอาณาจักรโรมัน และบอกว่าจะเป็นองค์สุดท้ายของฝรั่งเศส.
ค.ศ. 992 มุนี อัดโซ อาจารย์บางท่านสอนว่ากษัตริย์ชาติแฟรงค์จะครองอาณาจักรโรมัน ผู้นี้จะเป็นคนสำคัญและคนสุดท้าย หลังจากครองอาณาจักรรุ่งเรืองมาแล้ว จะไปจบชีวิตที่เยรูซาเลม พระองค์จะวางคทา ถอดมงกุฎไว้บนยอดเขามะกอก นั่นคืออวสานของอาณาจักรโรมัน จากนั้นปรปักษ์พระคริสต์จะมาทันที.
ค.ศ. 869 นักบุญ ซีริลโล ว่าก่อนที่พระศาสนาจักรจะได้รับการฟื้นฟู พระเป็นเจ้าจะยอมให้ตำแหน่งของพระสันตะปาปาว่างลง และจักรพรรดิองค์หนึ่งของเยอรมันจะนำพระสันตะปาปาองค์หนึ่งมานั่งในตำแหน่ง และหลังจากที่กลุ่มคนชั่วร้ายถูกถอดเขี้ยวเล็บแล้ว ผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งจะเกิดขึ้นเพื่อสงบศึก ระหว่างนกอินทรีกับพระศาสนจักร.
ค.ศ. 1013 นักบุญ เซซาเร ได้ทำนายไว้ว่าวันหนึ่งจะเกิดสงครามใหญ่ กรุงปารีส เมืองบอร์โด เมืองมาเซย์ จะถูกทำลายอย่างแหลกลาญ แล้วจะมีมหาราชผู้หนึ่ง กับพระสันตะปาปา จะร่วมกันปฎิรูปศาสนา และบ้านเมือง ให้คงสภาพเดิม.
เมอร์ลีน โหราจารย์ผู้มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ ได้ทำนายไว้ว่า จะมีมหาราชชาวแฟรงค์ จะทรงนำองค์พระสันตะปาปากลับสู่อำนาจ และยังทำนายต่อไปว่า หลังสงครามใหญ่ประเทศฝรั่งเศสจะเปลี่ยนการปกครอง ไปเป็นระบบกษัตริย์อีกครั้งหนึ่ง.
ศตวรรษที่ 12 จดหมายเหตุ มัคเดบรูค เลือดของชาร์ลส์มหาราช จะเถลิงราชย์เป็นจักรพรรดิชื่อชาร์ลส์ ครองทั่งยุโรป ทรัพย์สินพระศาสนาจักรสูญเสียไปจะได้กลับคืนมาหมด ราศรีของอาณาจักรโบราณจะรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง.
ศตวรรษที่ 12 เอสทิงเกอร์ เยอรมัน ในวาระสุดท้าย เจ้าชายพระองค์หนึ่งจากหน่อจักรพรรดิชาร์ลส์ จะกู้แผ่นดินสัญญาคืนมา และปฎิรูปพระศาสนจักร พระองค์จะเป็นจักรพรรดิของยุโรป.
ศตวรรษที่ 12 สังฆราชคริสตีอานอส อาเจดา ในศตวรรษที่ 20 สงครามจะเกิด รุนแรงและยืดเยื้อ หลายเมืองไม่มีผู้คนอาศัย ประเทศต่างๆตกอยู่ในความสับสนอลเวง ผืนแผ่นดินรกร้างว่างเปล่า ชั้นชนสูงจะถูกสังหาร มือขวาของโลกจะกลัวมือซ้าย เหนือชนะใต้.
ศตวรรษที่ 14 นักบุญจอห์นแห่งเคลฟต์ร็อค ท่านว่า 20 ศตวรรษหลังจากพระเยซูประสูติ ถึงเวรของอ้ายสัตว์ร้ายมาเกิดเป็นคน ราวปีคริสตศักราช 2000 แอนตี้ไคร์สต์ จะประกาศตัวให้โลกรู้.
ศตวรรษที่ 19 ซิสเตอร์บูกียอง อวสานของโลกไม่สิ้นในศตวรรษ 19 แต่จะจบลงในศตวรรษที่ 20 แน่.
บุญราศี คัสปาร์ เดล บุฟาโล ศตวรรษที่19 คนข่มเหงพระศาสนา ไม่ยอมกลับใจ จะตายระหว่างมืด 3 วัน ใครที่รอดชีวิตจากความมืดและความกลัวมาได้ จะอยู่โดดเดี่ยวในโลก มองไปทางไหน เจอแต่ซากศพเกลื่อนไปหมด.
ยาชินทา แห่งฟาติมา ค.ศ. 1920 ฉันพระสันตะปาปาในบ้านใหญ่จะคุกเข่า เอามือปิดหน้าร้องไห้ที่หน้าโต๊ะ ข้างนอกมีคนเยอะ บ้างขว้างหินใส่บ้างสบประมาท ใช้คำหยาบคายจนแทบฟังไม่ได้.
ภคินี เฟาสตีนา โกวัลส์กา แห่งคาโคฟ โปแลนด์ อ้างคำของพระเยซูเจ้าตรัสแก่เธอ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1931 ว่า ก่อนที่ข้าจะมาอย่างมหาตุลาการผู้ทรงยุติธรรม ข้าจะให้สัญญาณในท้องฟ้าและบนแผ่นดินคือ กางเขน แสงจะพุ่งจากรอยแผลที่มือ และที่เท้าของข้าลงมายังโลก สว่างไหวอยู่สองสามนาที.

สมบัติไว้จากการค้า.

เฮเลน วอลรัฟ ศตวรรษที่19 สักวันหนึ่งโป๊ปจะออกจากโรม กับพระคาร์ดินัล 4 องค์ จะไปที่เมืองโคลอญ เยอรมัน.
พระสังฆราช ยอร์ช ม. วิทแมน ศตวรรษที่19 เวลลาเศร้าสลดยิ่งแห่งพระศาสนาของพระเยซูเจ้ากำลังมา พระจะถูกทรมานอีกหนอย่างแสนเจ็บปวดในพระศาสนจักร และในองค์ผู้นำสูงสุดของพระองค์ มือสกปรกจะวางลงบนองค์สันตะปาปา บรรดาสมาคมลับจะเที่ยวทำลาย และกุมอำนาจการเงินไว้หมด.
ไอดา เปียรเดอร์มัน ศตวรรษที่20 ฉันเห็นแผ่นดินอิตาลีข้างหน้า มันเหมือนมรสุมร้ายแรงกำลังระเบิด ฉันถูกบังคับให้ฟัง และได้ยินตำว่า เนรเทศ.

อนาคตทางเศรษฐกิจ

เศรษฐศาสตร์

การศึกษาด้านอารยธรรมวิเคราะห์ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์เป็นภาพรวม มีการศึกษาหลายชิ้นเกี่ยวกับอารยธรรมช่วงครึ่งแรกของคริสศตวรรษที่ 20 แนวคิดเรื่องอารยธรรมมีความหลากหลายถูกละเลยไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีการมองกันว่าเป็นสงครามที่ปกป้องอารยธรรมของมวลมนุษย์เป็นวัฒนธรรม หนึ่งเดียว แนวคิดเรื่องว่าอารยธรรมมีความหลากหลายถูกกีดกันออกไปช่วงสงครามเย็น ขณะนี้หวนกลับมาอีก แต่อยู่ในสภาวะสับสนตามสมควร

อารยธรรมคืออะไร? นักโบราณคดีซึ่งศึกษาอารยธรรมสมัยต้น ๆ ตีความว่าเกิดจากสภาวะทางเศรษฐกิจ เช่น อารยธรรมเทคโนโลยีสมัยทองแดง (Bronze Age) เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความเป็นเมืองขนาดใหญ่ การแบ่งงานกันทำของแรงงาน มีโครงสร้างชนชั้น และโครงสร้างด้านอำนาจการควบคุมหรือรัฐ

มนุษย์กลุ่มต่าง ๆ ถูกร้อยรัดเข้าด้วยกันด้วยสัญญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งทำให้มวลสมาชิกสามารถสื่อสารเข้าใจซึ่งกันและแสวงหาความหมายแก่ชีวิต อาณาบริเวณของความรู้ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของบุคคลและปฏิสัมพันธ์ที่มี ระหว่างกัน แสดงออกผ่านสื่อหลายรูปแบบ ได้แก่ นิยายปรัมปรา ภาษา และศาสนา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นเช่นนั้นมาตราบจนสมัยต่อมาเมื่อสปิริตการวิเคราะห์และให้เหตุผลมี ความสำคัญขึ้น จึงมีการแยกรูปแบบสื่อต่าง ๆ ที่กล่าวมาออกเป็นส่วน ๆ ออกจากกัน

คำจำกัดความคำว่าอารยธรรม ในทางปฏิบัติน่าจะเป็นความคล้องจองกันระหว่างชุดของ สภาวะวัตถุวิสัย (สภาวะเศรษฐกิจ หรือ material condition) ที่กำหนดความเป็นอยู่กับชุดของการให้ความหมายที่เป็นผลจากประสบการณ์และ ปฎิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ มิติด้านวัตถุและมิติด้านจิตใจของอารยธรรมเมื่อประกอบเข้าด้วยกัน อาจให้ผลเป็นอารยธรรมแบบต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากมิใช่เป็นเพียงกรณีของสภาวะวัตถุวิสัย ส่งผลให้เกิดรูปแบบจิตสำนึกได้รูปแบบเดียว ขณะที่รูปแบบอื่น ๆ เป็นความจอมปลอม รูปแบบของการหาความหมายจะต้องเหมาะเจาะกับสภาวะวัตถุวิสัย และมนุษย์อาจสู่จุดนั้นได้ด้วยหลายแนวทาง ดังนั้นอารยธรรมที่แตกต่างกัน แม้จะมีสภาวะวัตถุวิสัย อันเดียวกัน อาจมีการให้คุณค่า และเส้นทางโคจรที่ต่างกัน

 

ความสำคัญของการศึกษาอารยธรรมในแนวนี้ อยู่ตรงที่สมมติฐานพื้นฐานเกี่ยวกับระบบโลก ได้แก่ (1) มีทางเลือกต่าง ๆ สำหรับอนาคตของมนุษย์ เราไม่ต้องถูกผูกมัดอยู่กับการขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งของขบวนการโลกา ภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ที่กำหนดโดยการแข่งขันกันในตลาดโลก และซึ่งจะนำไปสู่สังคมมนุษย์โลกที่ขาดความหลากหลายตามแบบอย่างสังคมอเมริกัน ร่วมสมัย อารยธรรมที่มีองค์ประกอบของคุณค่าต่าง ๆ และการจัดองค์กรสังคมรูปแบบต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งเรายังเลือกสังคมที่เราต้องการได้ (2) ถ้าอารยธรรมต่าง ๆ คงอยู่ร่วมกัน การมีความเข้าใจซึ่งกันและกันจะกลายเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของการมีระเบียบโลก นี่คือสภาพที่ต่างจากสมัยสงครามเย็นที่มีสมมติฐานแนวคิดเชิงเดี่ยวเหมือนๆ กัน

กุญแจสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจโลกพหุนิยม [โลกที่มีความหลากหลายด้านอารยธรรม - ผู้แปล] คือความสามารถเข้าใจกรอบวิธีคิดของผู้คนที่มองโลกแตกต่างไปจากวิธีการที่ “เรา” คุ้นเคย (ไม่ว่า “เรา” จะเป็นใคร) คือเข้าใจผู้คนที่มีทัศนคติต่อความเป็นจริงแตกต่างจากเรา

เราไม่ควรมีภาพของอารยธรรมเสมือนเป็นตัวตนที่คงที่ และซึ่งประจัญหน้าซึ่งกันและกันอย่างไม่เป็นมิตร แต่พิจารณาว่าอารยธรรมทุกประเภทเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งจากสภาวะความ ขัดแย้งภายในและการที่ต้องเผชิญกับปัจจัยจากภายนอก กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เมื่อประกอบเข้ากับการคงอยู่ของอารยธรรมต่าง ๆ ที่ยังเป็นปริศนา อาจจะเป็นพื้นฐานของความรู้ในอนาคตเกี่ยวกับระเบียบโลก การเปลี่ยนแปลงของอารยธรรมในมิติต่าง ๆ น่าจะเป็นองค์ประกอบของความรู้ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีและการสื่อสารกัน ความสัมพันธ์ทางสังคมของขบวนการผลิตและคุณค่าที่ฝังอยู่กับสังคม แนวคิดเรื่องเวลา และพื้นที่ (time and space) ซึ่งเป็นกรอบแสดงว่ามนุษย์คิดอย่างไรกับโลกของเขา ความหมายแห่งจิตวิญญาณที่หลากหลายและผลที่มีต่อพฤติกรรมของมนุษย์

‘ความเป็นจริง’ ถูกสร้างขึ้นโดยประวัติศาสตร์และสังคม ดังนั้นความเป็นจริง จึงต่างกันสำหรับแต่ละอารยธรรม มิใช่เป็นสากลทั่วโลก (นี่มิใช่หมายความว่าต้องปรับเอามิติวิธีคิดของอารยธรรมอื่น ๆ มาใช้เพียงทำความเข้าใจเท่านั้น) เมื่อสามารถเข้าใจผู้อื่น (สังคมอื่นหรือ อารยธรรมอื่น)แล้ว สิ่งที่จำเป็นลำดับต่อมาคือแสวงหาส่วนร่วมหรือแนวร่วมของ ‘ความเป็นจริง’ ที่หลากหลายนี้เพื่อเป็นพื้นฐานของความเป็นสากล ภายในโลกที่มีความแตกต่างหลากหลาย

ประวัติของพระ

สมัยหลังพุทธปรินิพพานในชมพูทวีป(อินเดีย)

พระเถระหรือพระอาจารย์ ในเถรวาทหรืออาจริยวาทในสำนักนั้นๆ เนื่องมาจากเป็นพระอุปัชฌายะอาจารย์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่เคารพนับถือยกย่องกันขึ้นเอง เช่น ในสมัยสังคายนา ครั้งที่  ๑

                พระกัสสปเถระ เป็นพระสังฆปรินายก ในฝ่ายเถรวาท(ที่ถือไม่ถอนสิกขาบทเล็กน้อยตามพระพุทธานุญาตใกล้ปรินิพพาน)

                พระปุราณะ เป็นพระสังฆปรินายกอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่ท่านได้รับการชักชวนให้ปฏิบัติตามฝ่ายเถรวาท แต่ท่านตอบว่า พระเถระทั้งหลายก็สังคายนาพระธรรมวินัยกันดีแล้ว แต่ท่านจักทรงไว้ตามที่ท่านได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงว่าท่านไม่ยอมรับปฏิบัติ เป็นการเริ่มต้นแห่งการแยกออกเป็นฝ่ายอาจริยวาท(ที่ถือถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ตามพระพุทธานุญาต) วิ.ปัญจสติก. ๗/๓๘๙

                การปกครองคณะสงฆ์กระจายกันอยู่ในสำนักในวาทะหรือนิกายนั้นๆ ทางรัฐยังไม่เข้ามาเกี่ยวข้องภายในคณะสงฆ์ แต่ก็ให้อุปถัมภ์ในบางคราว ในวาทะหรือนิกายที่พระราชาผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐนั้นๆ นับถือ เช่น พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์ฝ่ายเถรวาท มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นหัวหน้า ในสมัยสังคายนาของฝ่ายเถรวาท ครั้งที่ ๓ ส่วนพระเจ้ากนิษฐกะ ทรงอุปถัมภ์ฝ่ายอาจริยวาท ในสมัยสังคายนาฝ่ายนั้น

 

การปกครองคณะสงฆ์ในประเทศไทย

 

สมัยสุโขทัย

                ในสมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์และประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาสายเถรวาท จึงเท่ากับเป็นศาสนาประจำชาติ  มีการปกครองคณะสงฆ์ภายใน คือ

๑.       มีสังฆปริณายก มีพระอุปัชฌายะ อาจารย์ ตามข้อ ๑-๒ สมัยพุทธกาล

๒.     พระมหากษัตริย์ทรงตั้งสมณศักดิ์ พระราชทินนาม

๓.     มีสังฆนายกแห่งวาสะ หรือฝ่าย และมีเจ้าคณะประจำเมืองต่างๆ ที่พระมหากษัตริย์ทางตั้ง ตามข้อ ๓-๖ สมัยพุทธกาล

๔.     ชื่อสูงสุดแห่งพระสังฆนายกปริณายกว่า พระสังฆราช  รองลงมาเรียกว่า ปู่ครู

นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า น่าจะมีพระสังฆราชมากกว่าองค์เดียว

                นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า น่าจะมีพระสังฆราชมากกว่าองค์เดียว เพราะวิธีปกครองในครั้งนั้น หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลราชธานี เป็นเมืองประเทศราช โดยมากเมืองใหญ่ เมืองหนึ่งน่าจะมีพระสังฆราชองค์หนึ่ง  ส่วนเมืองน้อยจึงมีเพียงปู่ครู เป็นพระสังฆปริณายก คำนี้เปลี่ยนเรียกพระครู แต่ในครั้งสุโขทัย

๕.     ในหนังสือพงศาวดารเหนืออีกแห่งหนึ่งว่า จัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในสมัยสุโขทัยเป็น

ฝ่ายขวา                            -               คามวาสี                      -                     คันถธุระ

ฝ่ายซ้าย                            -               อรัญวาสี                     -                     วิปัสสนาธุระ

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า จะเรียกจะจดว่า คามวาสี- อรัญวาสี ก็ยาก จึงเรียกอย่างง่ายๆว่า ขวา ซ้าย อนุโลมตามชื่อที่จัดหมวดกรมในราชการ ซึ่งง่ายแก่การเรียกการจด

๖.      ทำเนียบคณะสงฆ์สมัยสุโขทัยในพงศาวดารเหนือว่าดังนี้

ฝ่ายขวา

พระสังฆราชา                                                                      อยู่วัดมหาธาตุ

พระครูธรรมไตรโลก                                                          อยู่วัดเขาอินทรแก้ว

พระครูยาโชค                                                                      อยู่วัดอุทยานใหญ่

พระครูธรรมเสนา                                                               อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

                                                ฝ่ายซ้าย

พระครูธรรมราชา                                                               อยู่วัดไตรภูมิป่าแก้ว

พระครูญาณไตรโลก                                                          อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

พระครูญาณสิทธิ์                                                 อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

                               

สมัยกรุงศรีอยุธยา

๑.       ในชั้นต้นแห่งกรุงเก่า คณะและเจ้าคณะใหญ่

ฝ่ายคามวาสี          สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ฝ่ายอรัญวาสี         สมเด็จพระวันรัต

องค์ไหนมีพรรษายุกาลมาก ก็เป็นสมเด็จพระสังฆราช

๒.     ต่อมา เมื่อคณะป่าแก้วจากลังกามีมากขึ้นในกรุงเก่า และหัวเมืองปักษ์ใต้ชั้นหลัง ต้องแยกคณะคามวาสีเป็น ๒ คณะ จึงเอาตำแหน่งพระวันรัต ไปเป็นเจ้าคณะใหญ่คามวาสีฝ่ายใต้ ตั้งนามเจ้าคณะใหญ่อรัญวาสีขึ้นใหม่ว่า พระพุทธจารย์ (เปลี่ยนเป็น พุฒาจารย์ ในรัชกาลที่ ๔ )

๓.     ต่อมาสมัยพระมหาธรรมราชา (พระราชบิดาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) แบ่งออกเป็น

คณะเหนือ            ขึ้นในสมเด็จพระอริยวงศญาณ

คณะใต้                  ขึ้นในสมเด็จพระวันรัต(ป่าแก้ว)

๔.     คำว่า สมเด็จ นำมาจากเขมรสมัยอยุธยา เดิมคำว่า  พระสังฆราช มีมากองค์ คือราชธานีและหัวเมืองใหญ่ทั้งหลายจึง

ก.       สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นองค์หนึ่งใหญ่กว่าพระสังฆราช หรือสังฆราชาทุกองค์

ข.       ตั้งพระครูในราชธานีขึ้นเป็นพระสังฆราชาคณะให้พิเศษกว่าพระครูทั่วไปแต่เดิม แต่มาเรียกสั้นๆ ว่า พระราชาคณะ

ครั้งกรุงเก่าจึงมีสังฆปริณายกเป็น ๓ ชั้น :

(๑)   สมเด็จพระสังฆราช

(๒) พระสังฆราชา

(๓)  พระครู

๕.     สรุปพระเถระผู้ทรงสมณศักดิ์

(๑)   สมเด็จพระสังฆราช ซ้าย ขวา ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศ์ และสมเด็จพระวันรัต

(๒)  พระพุทธาจารย์ พระพุทธโฆษาจารย์ พระพิมลธรรม พระธรรมโคดม

(๓)  พระพรหมมุณี พระธรรมเจดีย์ พระธรรมไตรโลก

(๔)  พระเทพกวี พระเทพมุณี พระญาณไตรโลก

(๕)  พระราชาคณะสามัญ มีราชทินนามต่างๆ

จึงได้คณะและเจ้าคณะใหญ่ ดังนี้

(๑)   คณะคามวาสี ฝ่ายซ้าย (เหนือ)  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

(๒) คณะอรัญวาสี สมเด็จพระพุทธาจารย์

(๓)  คณะคามวาสี ฝ่ายขวา (ใต้) สมเด็จพระวันรัต

 

สมัยกรุงธนบุรี

                พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทรงแสวงหาเลือกสรรพระจากเมืองต่างๆ มาทรงสถาปนาและตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชเป็นต้น เพื่อให้พระพุทธศาสนาทั้งด้านปริยัติ ด้านปฏิบัติ และด้านคณะสงฆ์ คืนดีเหมือนอย่างสมัยก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาแต่ยังไม่ทันเรียบร้อย

                รูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ก็คงทรงจัดขึ้นเค้าเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา แบ่งเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา โดยจัดคณะคามวาสี เป็นฝ่ายซ้าย สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี เป็นเจ้าคณะ จัดคณะอรัญวาสีเป็นฝ่ายขวา พระพนรัตเป็นเจ้าคณะ โดยจัดตั้งคณะเหนือ คณะใต้ ขึ้นแทน สองคณะนี้ยอมรวมเอาคณะอรัญวาสีเข้าไว้ในเขตของตน คือคณะหนึ่งๆ อาจแยกออกเป็น ๒ คณะย่อย คือฝ่ายคามวาสี และฝ่ายอรัญวาสี ฝ่ายอรัญวาสีก่อนหน้านั้นเป็นคณะหนึ่งต่างหากมาก่อนและยังมิได้เลิกตำแหน่งเจ้าคณะฝ่ายอรัญวาสี  จึงยังคงมีเค้าเป็น ๓ คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คระอรัญวาสี

                                                               

 

 

 

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

                                                                สมัยรัชการที่ ๑

                รัชกาลที่ ๑ ทรงฟื้นฟูปรับปรุงพระพุทธศาสนาทุกด้าน ทรงสถาปนาพระอารามใหญ่น้อย รวบรวมทำสังคายนาพระไตรปิฏก ทรงปรับปรุงการคณะสงฆ์ ทรงแสวงหาเลือกสรรพระสงฆ์ ทรงสถาปนาแต่งตั้งพระสังฆราช พระราชาคณะทั้งปวง

                การปกครองคณะสงฆ์ ก็คงแบ่งเป็นคณะเหนือ คณะใต้ ทุกคณะประกอบด้วยคามวาสี อรัญวาสี มีการเปลี่ยนแปลงนามพระราชาคณะบ้าง แต่ก็ยังมีเค้าเป็น ๓ คณะ  คือ คณะเหนือ คณะใต้ และคณะอรัญวาสี

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๒

                ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การปกครองคณะสงฆ์แบ่งเป็นคณะเหนือ คณะใต้ ทุกคณะประกอบด้วย คามวาสี อรัญวาสี แต่ยังคงมีเค้าเป็น ๓ คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ และคณะอรัญวาสี

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๓

                โปรดให้รวมพระอารามหลวงและวัดราษฎร์ในจังหวัดกรุงเทพฯ โดยมากเข้าเป็นคณะหนึ่งต่างหาก เรียกว่าคณะกลาง ขึ้นในกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แต่ยังทรงเป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพน คณะใหญ่จึงเป็น ๔ คณะมาแต่นั้น คือคณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และคณะอรัญวาสี

                ในรัชกาลนี้มีวัดหลวง วัดราษฎร์ สร้างขึ้นใหม่มาก โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดเก่าก็มาก การศึกษาพระปริยัติธรรม ทรงบำรุงขึ้นมาก และทรงมอบหมายให้เป็นพระราชธุระของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ทรงผนวชอยู่ การเล่าเรียนจึงเจริญมาก

                คณะธรรมยุตได้เริ่มขึ้นในรัชกาลนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ทรงผนวชมาตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๒ และได้ทรงผนวชอยู่ตลอดรัชกาลที่ ๓ มีพระนามฉายาว่า วชิรญาโณ แต่ยังขึ้นอยู่ในคณะกลาง ซึ่งมีกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็นเจ้าคณะ เดิมเรียกว่า บวรนิเวศาทิคณะ

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๔

                คณะใหญ่ก็คงแบ่งเป็น ๔ เหมือนรัชกาลที่ ๓ ทรงสถาปนากรมหมื่นนุชิตชิโนรส ขึ้นเป็นกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นประธานแห่งสงฆ์บริษัททั่วราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๓๙๔

                คณะใหญ่ทั้ง ๔ คณะ และเจ้าคณะใหญ่ที่ทรงสถาปนาในต้นรัชกาล คือ

(๑)   คณะเหนือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) วัดสุทัศน์

(๒) คณะใต้ สมเด็จพระวันรัตน์(เซ่ง) วัดอรุณราชวราราม

(๓)  คณะกลาง สมเด็๗พระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดโมลีโลก

(๔)  คณะอรัญวาสี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน) วัดสระเกศ

คณะกลางที่โปรดให้ตั้งขึ้นและขึ้นในกรมสมเด็จพระปรมานุชิต ในรัชกาลที่ ๓ มาในรัชกาลที่ ๔ การบังคับบัญชาว่ากล่าว ก็เห็นจะอยู่ที่วัดพระเชตุพน แม้เมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตสิ้นพระชนม์แล้ว(พ.ศ. ๒๓๙๖) คณะกลางก็ยังขึ้นในพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระฐานานุกรมพระอัฐิบังคับบัญชาว่ากล่าวมา จนถึงรัชกาลที่ ๕

ได้ทรงสถาปนาพระองค์ฤกษ์ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นกรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์ พ.ศ. ๒๓๙๔ ตำแหน่งอนุนายกรองแด่ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสเป็นใหญ่ในคณะธรรมยุติการซึ่งเพิ่มสถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ ๓ แม้ได้โปรดให้เป็นใหญ่ในคณะธรรมยุติกามาแต่แรก ก็ยังคงขึ้นอยู่ในคณะกลาง ไม่ได้แยกออกเป็นคณะหนึ่งต่างหาก ตลอดรัชกาลที่ ๔

                                                สมัยรัชกาลที่ ๕

                                        ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๑๑

ทรงสถาปนากรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์พระบรมราชอุปัธยาจารย์ ขึ้นเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ เทียบที่มหาสังฆปริณายก เพราะไม่ได้ทรงตั้งสมเด็จพระอริยวงศาตญาณ

การคณะสงฆ์คงเป็นอย่างเดิม คือ มีคณะใหญ่ ๔ ได้แก่

๑.คณะเหนือ

๒.คณะใต้

๓.คณะกลาง

๔.คณะอรัญวาสี

                                                ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๒๔

ทรงสถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้ามนุษยนาคมาณพ เป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรศโปรดให้มีสมณศักดิ์ เป็นเจ้าคณะรองคณะธรรมยุติกา มีสมณศักดิ์ตำแหน่งนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกจึงเข้าใจว่า ยกคณะธรรมยุติกาขึ้นเป็นคณะใหญ่เป็นครั้งแรกโดยมีกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์เป็นเจ้าคณะใหญ่ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นเจ้าคณะรอง จึงมีคณะใหญ่เป็น ๕ คณะ

๑.       คณะเหนือ

๒.     คณะใต้

๓.     คณะกลาง

๔.     คณะอรัญวาสี

๕.     คณะธรรมยุติกา

โปรดให้จัดระเบียบคณะสงฆ์คราวหนึ่ง คือ ให้แยกคณะกลางซึ่งขึ้นพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสออกมาเป็นคณะหนึ่งต่างหาก ให้หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์(ทัต) วัดพระเชตุพน เป็นเจ้าคณะใหญ่คณะกลาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสและคณะสงฆ์ธรรมยุติกาตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖

ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙

ยุคที่ ๓ แต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๕

                โปรดให้ตั้งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ.  ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) มีรูปแบบการปกครองดังนี้

๑.                   พระมหาเถระที่ทรงปรึกษาในการพระศาสนาและการปกครอง       บำรุงสังฆมณฑลทั่วไป ได้แก่สมเด็จเจ้าคณะใหญ่ทั้ง ๔ ตำแหน่ง คือ เจ้าคณะใหญ่คณะเหนือ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะใต้ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกา ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะกลาง ๑ และพระราชาคณะเจ้าคณะรอง คณะเหนือ คณะใต้ คณะธรรมยุติกา คณะกลางทั้ง ๔ ตำแหน่งนั้น ข้อภารธุระในพระศาสนา หนือในสังฆมณฑล ซึ่งได้โปรดให้พระมหาเถระทั้งนี้ประชุมวินิจฉัยในที่มหาเถระสมาคม ตั้งแต่ ๕ พระองค์ขึ้นไป คำตัดสินของมหาเถระสมาคมนั้นให้เป็นสิทธิขาด ผู้ใดจะอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปอีกไม่ได้

๒.     เจ้าคณะมณฑล

๓.     เจ้าคณะเมือง

๔.     เจ้าคณะแขวง เฉพาะในจังหวัดกรุงเทพฯ มีพระราชาคณะเป็นผู้กำกับคณะแขวงละรูป

๕.     เจ้าอาวาส

พระราชบัญญัตินี้ไม่เกี่ยวด้วยนิกายสงฆ์ กิจและลัทธิเฉพาะในนิกายนั้น ๆ ซึ่งเจ้าคณะหรือสังฆนายกในนิกายนั้นได้เคยมีอำนาจว่ากล่าวบังคับมาแต่ก่อนประการใดก็ให้คงเป็นไปตามเคยทุกประการ แต่การปกครองอันเป็นสามัญทั่วไปในนิกาย ทั้งปวงให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

ข้อยกเว้นนี้ หมายเอาคณะธรรมยุติกา ที่เคยได้พระบรมราชานุญาต ให้ปกครองกันตามลำพังและวัดในกรุงอันยังแยกขึ้นก้าวก่ายในคณะนั้นๆ การปกครองสามัญทั่วไปในนิกายทั้งปวงนั้น เช่นหน้าที่และอำนาจเจ้าอาวาสเป็นตัวอย่าง

                                ก่อนแต่พระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ได้มีประกาศพระบรมราชโองการบ้าง ออกกฎหมายพระสงฆ์บ้าง อุดหนุนพระพุทธบัญญัติ ให้ผู้ละเมิดต้องโทษทางบ้านเมืองอีกส่วนหนึ่งด้วย และต้องทรงตั้งคฤหัสถ์ให้มีหน้าที่ปกครองสงฆ์ทั้งชำระอธิกรณ์ ทั้งตั้งพระอุปัชฌายะ ทั้งถอดถอนมีขุนนางเจ้าหน้าที่ชำระอธิกรณ์ มีชื่อว่า ขุนวินิจฉัยชาญคดี ขุนเมธาวินิจฉัย ส่วนใหญ่รวมอยู่ในกองสังฆการี กรมธรรมการ ซึ่งต่อมาเป็นกระทรวงในรัชกาลที่ ๕  เจ้ากระทรวงปฎิบัติหน้าที่อย่างเจ้าคณะใหญ่โดยพฤตินัย พระเจ้าคณะตามทำเนียบสมณศักดิ์อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพนับถือ และปกครองกันภายใน ตลอดถึงเจ้าคณะใหญ่มิได้ปฏิบัติหน้าที่ปกครองเป็นต้นดังกล่าวในส่วนกลางเอง

                                ต่อมาเมื่อประเทศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ นี้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) จึงทรงเริ่มปฎิบัติหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคมเป็นอันเริ่มสมัยพระปกครองพระโดยตรง

                                พ.ศ. ๒๔๔๙ โปรดให้เลื่อนกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นกรมหลวงวชิรญาณวโรรส

สมัยรัชกาลที่ ๖

ยุคที่ ๑ แต่พ.ศ. ๒๔๕๓

                                โปรดให้ตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตตมาภิเษก ทรงเลื่อนพระเกียรติยศ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส พระบรมราชอุปัธยาจารย์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และเลื่อนสถาปนา พระสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระมหาสังฆปริณายก (สมเด็จพระสังฆราช) ทั่วพระราชอาณาเขต พ.ศ. ๒๔๕๓

                                อนึ่ง โปรดให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ได้ทั่วไป

                                การปกครองคณะสงฆ์ยังคงใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ นั้น แต่เป็นอันงดใช้อำนาจจากมหาเถรสมาคม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ยังคงทรงเรียกประชุมและบัญชากิจการอันจะพึงทำเป็นการสงฆ์ในที่ประชุมนั้น

                                รูปแบบการปกครองจึงเป็นดังนี้

๑.             สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ในที่ประชุมมหาเถรสมาคมโดยปกติ หรือในที่ประชุมพิเศษ หรือโดยพระองค์เอง ยกตัวอย่าง ทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ในยุคนี้จึงใช้ว่า พระมหาสมณวินิจฉัย

๒.     เจ้าคณะมณฑล

๓.     เจ้าคณะเมืองหรือจังหวัด

๔.     เจ้าคณะแขวง

๕.     เจ้าอาวาส

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๖๔

        สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์ ๒ สิงหาคม ๒๔๖๔

โปรดสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (สมณศักดิ์เสมอสมเด็จพระพุฒาจารย์) เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ๒๐ สิงหาคม ๒๔๖๔

การปกครองคณะสงฆ์ กลับมาใช้อำนาจมหาเถรสมาคม ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ มีรูปแบบการปกครองดังนี้

        ๑.มหาเถรสมาคม

        ๒. เจ้าคณะมณฑล

        ๓.เจ้าคณะเมืองหรือจังหวัด

        ๔.เจ้าคณะแขวง

        ๕. เจ้าอาวาส

สมัยรัชกาลที่ ๗

        การปกครองคณะสงฆ์คงเป็นไปตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

สมัยรัชกาลที่ ๘

ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๗๗

        การปกครองคณะสงฆ์คงเป็นไปตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงขชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชสสิ้นพระชนม์ โปรดให้สถาปนาสมเด็จพระวันรัต (แพ ติสสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ขึ้นเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๘๑

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๘๔

        ประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ จัดการปกครองคณะสงฆ์แบบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ดังนี้

๑. สมเด็จพระสังฆราช

      ทรงบัญญัติสังฆาณัติ โดยคำแนะนำของ

๒. สังฆสภา

        ทรงบริหารการคณะสงฆ์ทาง

๓. คณะสังฆมนตรี

        ทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ทาง

๔.คณะวินัยธร

        สังฆสภาประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน ๔๕ รูป ที่เป็น ๑. พระเถระชั้นธรรมขึ้นไป ๒. พระคณะจารย์เอก ๓. พระเปรียญเอก

คณะสังฆมนตรี ประกอบด้วยสังฆนายกรูปหนึ่ง และสังฆมนตรีไม่เกิน ๙ รูป จัดระเบียบการบริหารคณะสงฆ์

ก.       ส่วนกลาง ๔ องค์การ

(๑)   องค์การปกครอง

(๒) องค์การศึกษา

(๓)  องค์การเผยแผ่

(๔)  องค์การสาธารณูปการ

องค์การหนึ่ง มีสังฆมนตรีว่าการรูปหนึ่ง จะมีสังฆมนตรีช่วยว่าการก็ได้

ข.       ส่วนภูมิภาค ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสังฆาณัติ และมีเจ้าคณะตรวจการในภาคต่างๆ ตามที่กำหนดในสังฆาณัติ

จึงมีเจ้าคณะเป็นลำดับลงไปจนถึงเจ้าอาวาส นับต่อจากคณะสังฆมนตรี ดังนี้

(๕)  เจ้าคณะตรวจการภาค

(๖)   เจ้าคณะจังหวัด

(๗)  เจ้าคณะอำเภอ

(๘)  เจ้าคณะตำบล

(๙)   เจ้าอาวาส

ส่วนคณะวินัยธร เป็นไปตามสังฆาณัติ (ซึ่งแบ่งเป็นคณะวินัยธรชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฏีกา)

ตามระบอบนี้ มีพระสังฆปริณายก ๔ รูป คือ

๑.       สมเด็จพระสังฆราช

๒.     ประธานสังฆสภา

๓.     สังฆนายก

๔.     ประธานคณะวินัยธรชั้นฎีกา

ระเบียบบริหารตามที่กำหนดไว้ในส่วนภูมิภาค มีคณะกรรมการสงฆ์จังหวัด คณะกรรมการสงฆ์อำเภอ(เทียบกับกรมการจังหวัด กรมการอำเภอ) มีคณะวินัยธรชั้นฏีกา ๑ คณะ อุทธรณ์ ๑ คณะ ส่วนคณะวินัยธรณ์จังหวัดมีทุกจังหวัด

มีวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่ง คือ เพื่อรวมนิกายสงฆ์ (มหานิกาย ธรรมยุต ) ตามแถลงการณ์เรื่องพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ด้วยวิธี

ก.โดยตรง คือ บังคับรวมตามบทเฉพาะกาลว่า ภายหลังทำสังคายนา แต่อย่างช้าไม่เกินแปดปี

ข.โดยอ้อม คือ โดยสังฆสภา ซึ่งตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ สมาชิกฝ่ายมหานิกายมีมากกว่า จึงออกสังฆาณัติบังคับทางการปกครองให้ร่วมกันเลิกล้มอำนาจการปกครองของฝ่ายธรรมยุตเองที่ได้มีมาแต่เดิม ดังที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

ผลการปฏิบัติ คือ ฝ่ายธรรมยุตเป็นฝ่ายค้านในสังฆสภา เรื่อยมาตั้งแต่ต้นต่อการออกสังฆาณัติ

บังคับรวมทางการปกครอง (ทั้งทางบริหารรวมถึงการตั้งอุปัชฌาย์ทั้งทางคณะวินัยธร) แต่ไม่สำเร็จทุกคราวเพราะถือว่าออกมาขัดพระธรรมวินัย จึงผิดมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ นั้น คณะธรรมยุตคงนับถือปฏิบัติอยู่ในปกครองของเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตที่มีมาแต่เดิม

ได้มีการตั้งกรรมการสังคายนาขึ้นคณะหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๖๐ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็เพื่อดำเนินการปรับปรุงรวม ๒ นิกาย ให้เป็นอันเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  ปรากฏว่ากรรมการแต่ละนิกายได้มีความเห็นขัดแย้งกันอย่างมาก ไม่อาจตกลงกันได้

สมเด็จพระสังฆราช(แพ) สิ้นพระชนม์ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๘๗ ประกาศสถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช ๓๑ มกราคม ๒๔๘๘

สมัยรัชกาลปัจจุบัน

ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๘๙

ก.       ยังคงใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ แต่ความเห็นแตกต่างกันเป็นเหตุให้สมเด็จพระสังฆราชทรงเรียกประชุมพระเถระทั้งสองนิกาย มาประชุมหารือทำความตกลงกันที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๙๔ พระเถระทั้งสองฝ่ายได้ประชุมทำความตกลงกัน ๓ ข้อ ดังนี้

(๑)   การปกครองส่วนกลาง คณะสังฆมนตรีคงบริหารร่วมกัน แต่การปกครองบังคับบัญชาให้เป็นไปตามนิกาย

(๒) การปกครองส่วนภูมิภาค ให้แยกตามนิกาย

(๓)  ส่วนระเบียบปลีกย่อยอื่นๆ จะได้ปรึกษาภายหลัง

เป็นอันว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ ไม่อาจใช้ปฏิบัติให้เป็นไปตามความมุ่งหมายได้ ทั้งไม่เหมาะต่อหลักการปกครองคณะสงฆ์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องการให้เคารพเชื่อฟังพระเถระผู้เป็นสังฆบิดร สังฆปริณายก และเป็นธรรมาธิปไตย กิจการที่โปรดให้พระสงฆ์เป็นใหญ่ตามพระวินัยก็ต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ ภิกษุผู้เข้าประชุมค้านขึ้นแต่เพียงรูปเดียวก็ใช้ไม่ได้ และภิกษุทุกรูปผู้เข้าประชุมเป็นสมานสังวาสกะกัน

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงพระผนวช ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๙ ทรงลาผนวช ๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙

        ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ( ม.ร.ว. ชื่น นพวงษ์ สุจิตโต) ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๙๙

        สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สิ้นพระชนม์ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๑

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาสมเด็จพระวันรัต (กิตติโสภโณ ปลด วัดเบญจมบพิตร ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ๔ พฤษภาคม ๒๕๐๓

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๕๐๕

ตั้งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๕ ยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔

เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ โดยที่การจัดดำเนินกิจการคณะสงฆ์ มิใช่เป็นกิจการอันพึงแบ่งแยกอำนาจ ดำเนินการด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการถ่วงดุลย์แห่งอำนาจเช่นที่เป็นอยู่ตามกฎหมายในปัจจุบัน (ฉบับ พ.ศ. ๒๔๘๔ ) และโดยระบบที่ว่านั้นเป็นผลบั่นทอนประสิทธิภาพแห่งการดำเนินกิจการจึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ ให้สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ทางมหาเถรสมาคม ตามอำนานกฎหมายและพระธรรมวินัยเพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนา

                การบริหารคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  ๒๕๐๕ และตามกฎมหาเถรสมาคมที่ออกตามกฎหมายคณะสงฆ์นี้ ประกอบด้วย

                ๑ สมเด็จพระสังฆราช ทรงบัญชาการคณะสงฆ์และตราพระบัญชา โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ทางดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม

                ๒. มหาเถรสมาคม ประกอบด้วย

                                ๒.๑ สมเด็จพระสังฆราช ประธานโดยตำแหน่ง

                                ๒.๒ สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป กรรมการฯ โดยตำแหน่ง

                                ๒.๓ พระราชาคณะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๔ รูป ไม่เกิน ๘ รูป เป็นกรรมการ โดยสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง

                มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยเพื่อการนี้ ให้มีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคมออกบังคับ วางระเบียบหรือออกคำสั่งโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้

                ๓. คณะใหญ่ทั้ง ๕ และเจ้าคณะใหญ่ทั้ง ๕ คือ

                                ๓.๑ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง (ในเขตภาค ๑,๒,๓,๑๓,๑๔,๑๕)

                                ๓.๒ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ(ในเขตภาค ๔,๕,๖,๗)

                                ๓.๓ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก(ในเขตภาค ๘,๙,๑๐,๑๑,๑๒)

                                ๓.๔ เจ้าคณะใหญ่หนใต้(ในเขตภาค ๑๖,๑๗,๑๘)

                                ๓.๕ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต(เขตปกครองธรรมยุตทุกภาค)

                เจ้าคณะใหญ่หนทั้ง ๔ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการคณะสงฆ์มหานิกาย เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตเฉพาะคณะสงฆ์ธรรมยุต เพื่อประโยชน์แก่การปกครองคณะสงฆ์ที่บัญญัติให้มีเจ้าคณะสงฆ์ทั้งสองนิกาย ปกครองบังคับบัญชาวัดและพระภิกษุสามเณรในนิกายนั้นๆทุกส่วนทุกชั้น และเพื่อแบ่งเบาภาระของมหาเถรสมาคม คณะใหญ่ทั้ง ๕ นี้นับเข้าในระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง เนื่องด้วยมหาเถรสมาคม(ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๐๖ ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์

๔.ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย

       ๔.๑ ภาค เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค

                                ๔.๒ จังหวัด เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด

                                ๔.๓ อำเภอ เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ

                                ๔.๔ ตำบล เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล

  ๕. วัด เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

การสื่อสารที่ดี

การสื่อสารยังเป็นความสามารถหรือทักษะที่ทุกคนมีมาตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน ได้แก่ การพูด การอ่าน การเขียน การฟัง ส่วนใครจะมีความเชี่ยวชาญด้านใดมากกว่านั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และฝึกฝน ซึ่งการสื่อสารมีหลายระดับ หลายรูปแบบและหลายประเภทขึ้นอยู่กับการนำเกณฑ์ใดมาจัดแบ่ง เช่น การนำจำนวนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมาเป็นเกณฑ์จะสามารถแบ่งได้เป็น การสื่อสารในบุคคล เช่น การพูดกับตนเอง การสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การพูดคุยกับเพื่อนกับอาจารย์ และการสื่อสารสาธารณะ เช่น การพูดในห้องประชุมซึ่งมีผู้ฟังมากมาย การสื่อสารมวลชน เป็นการสื่อสารถึงคนพร้อมๆกันในจำนวนมาก

สังคมการพูด การอ่าน การเขียน และการฟัง ล้วนเป็นทักษะการสื่อสารที่จำเป็นสำหรับนักศึกษา โดยเฉพาะต้องปรับตัวเมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการฟังอย่างเข้าใจและจับใจความสำคัญ การเขียนโน้ตในขณะฟังบรรยาย การอ่านหนังสือและเอกสารประกอบการสอน และที่สำคัญ คือ การพูด เพื่อนำเสนอในโอกาสต่างๆ การพูดเพื่อสร้างบุคลิกภาพที่ดี น่าประทับใจต่อผู้พบเห็นจะช่วยให้นักศึกษามีเสน่ห์และน่าชื่นชม ทั้งในสายตาเพื่อน และอาจารย์ผู้สอน
ดังนั้น การสื่อสารจึง เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับ การใช้ชีวิตตลอดทั้งวัน ทั้งการเรียน การทำงาน และการเข้าสังคมในทุกระดับ การสื่อสารมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง เช่น เพื่อให้ข้อมูล เพื่อโน้มน้าวใจ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้เกิดการยอมรับและได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ จึงควรฝึกพูดและสื่อสารให้เหมาะสมกับกาลเทศะ สามารถเลือกใช้ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาในการสื่อความหมายให้ชัดเจน เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการยอมรับในสังคมยิ่งขึ้น

สร้างสรรค์ด้วยปัญญา

ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา เช่น การสร้างสิ่งจำลอง การสร้างสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้ ทำให้ผู้อื่นมองเห็นได้ จะมีผลทำให้ผู้เรียนต้องใช้ความคิด มีความกระตือรือร้น มีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง อย่างเพื่อเกิดการสร้างสรรค์ความคิด

หลักการสำคัญ

  • การเชื่อมโยงสิ่งที่รู้แล้วกับสิ่งที่กำลังเรียน
  • การให้โอกาสผู้เรียนเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการที่ตนเองสนใจ การสนับสนุนอย่างพอเพียงและเหมาะสมจากครูซึ่งได้รับการฝึกฝนให้มีความเข้าใจ กระบวนการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง
  • เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิด นำเสนอผลการวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ของตนเอง
  • ให้เวลาทำโครงการอย่างต่อเนื่อง

การแสดงความคิดและผลงานของตนเองให้คนอื่นๆ รับทราบและร่วมพิจารณาให้ข้อเสนอแนะนั้น เป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และการยอมรับในความแตกต่างทางความคิด และผลงานปรากฎอยู่ และได้รับการสนับสนุนให้ทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้เรียนแต่ละคนก็จะมีโอกาสพัฒนาความสามารถในผลสำเร็จของตนเอง

การเรียนรู้ตามทฤษฎีสร้างสรรด้วยปัญญาเริ่มใช้ในประเทศไทยอย่างจริง จังนั้นเริ่มแต่ปี พ.ศ. 2539 โดยมูลนิธิศึกษาพัฒน์ได้พัฒนาโครงการนำร่องคือ Lighthouse Project เพื่อแสดงให้เห็นว่าการจัดการศึกษาที่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับพัฒนาคนไทยให้ เป็นนักคิด นักสำรวจทดลอง และใช้เทคโนโลยีเพื่อแสดงความคิดและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว

การเลือกประสบการณ์การเรียนรู้
• ควรสอดคล้องกับจุดประสงค์การสอน
• ควรสนองความต้องหรือความสนใจของผู้เรียน
• ควรเหมาะกับวุฒิภาวะ ความสามารถของผู้เรียนที่จะปฏิบัติได้
• ควรสอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล
• ควรมีความต่อเนื่องกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียนที่มีอยู่
• ควรเรียงลำดับที่เหมาะสมจากง่ายไปยาก

บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้

ผู้เรียน
ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ ความเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ดังนั้น ผู้เรียนจะต้องเป็นฝ่ายริเริ่มลงมือทำโครงการซึ่งตนเองสนใจ พร้อมกับคิดและพูดอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ได้กระทำไปแล้วให้คนอื่นๆ รับรู้และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการสร้างความคิด

ครู
ครูควรรู้ความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน และให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสม และไม่น้อยเกินไปจนผู้เรียนหมดกำลังใจที่จะทำงานต่อยอมรับในความคิดแปลกใหม่ ของผู้เรียนและร่วมสำรวจ ทดลองกับผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำสิ่งที่ตนเองสนใจและในระยะเวลาที่ต้องการ ส่งเสริมให้มีการนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างจริงจังและต่อ

ผู้ปกครอง
ปัจจุบันจำนวนบ้านเรือนที่มีคอมพิวเตอร์และ Internet เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในครอบครัว โดยแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น พยายามเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์อยู่เสมอ ให้ความสนใจที่จะเรียนรู้ร่วมกับเด็กๆ หรือเรียนรู้จากเด็กๆ ในครอบครัว ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำหรับเรียนที่ก่อให้เกิดคุณค่าและความสุขแก่ ตนเอง และยอมรับว่าสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน แต่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดกันได้