ระบบโลก

เศรษฐศาสตร์ความรู้หรือทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้วมีพลังเฉื่อยในตัวเอง ทั้งนี้ก่อนที่องค์ความรู้ดังกล่าวจะได้รับการยอมรับนั้น จะต้องมีการลงทุนทั้งเวลาและความพยายามเป็นอย่างมากมาก่อนหน้านั้นแล้ว จึงมิอาจถูกสลัดทิ้งไปได้ง่าย ๆ นอกจากนั้น ถึงแม้จะตระหนักกันว่า สภาวการณ์ที่สนับสนุนทฤษฎีดั้งเดิมเปลี่ยนไปแล้ว นักคิดที่ชาญฉลาดอาจปรับภูมิปัญญาที่ตนคุ้ยเคยกับสถานการณ์ใหม่ และความคิดใหม่ โดยมิได้เปลี่ยนความคิดของตนเองเลย ดังเช่นที่ แซมมวล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) ปรับการมองโลกที่มีความขัดแข้งในกรอบสงครามเย็น (Cold War) คือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศทุนนิยมกับกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์เป็นแนว ความคิดเรื่อง โลกถูกคุกคามด้วย ‘ความขัดแย้งของอารยธรรม’ (clash of civilizations) คือความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอารยธรรมจีน (ฮันติงตันมีความหวาดกลัวการแผ่ขยายของอารยธรรมจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ด้วย)

ถึงกระนั้น สภาวการณ์ใหม่ทางประวัติศาสตร์กระตุ้นให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ซึ่งมีรากฐานจากสมมติฐานที่แตกต่างจากเดิม และนำเสนอแนวทางใหม่ ๆ สภาวะความรู้

เรื่องการเมืองระดับโลกและสังคมโลกในขณะนี้เป็นผลจากความพยายามใน สองส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งคือการพยายามค่อย ๆ ปรับองค์ความรู้เดิมทีละเล็กทีละน้อย กับอีกส่วนหนึ่งเป็นความพยายามคิดไปข้างหน้า เพื่อจินตนาการว่าอนาคตจริง ๆ แล้วจะเป็นอย่างไรแล้วจึงพยายามแสวงหาตามหลักเหตุผลว่า องค์ความรู้รูปแบบใหม่ที่จะนำมาใช้เพื่อทำความเข้าใจและเพื่อเป็นแนวทาง ปฏิบัติควรจะเป็นอะไร สภาพการที่เกิดซ้อนกันดังกล่าวเป็นภาวะที่พบเสมอเมื่อระบบโลกกำลังอยู่ใน ช่วงการพลิกผันขั้นรากฐาน

อย่างไรก็ตาม ของจริงบางอย่างยังคงอยู่ รัฐอาจจะถอยร่นบทบาทเดิมบางประการ แต่จะสวมบทบาทใหม่ ๆ โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจไม่ทำให้รัฐหายไปมากไปกว่าคำกล่าวที่ว่าสังคมนิยม โซเวียตจะทำให้รัฐหดหาย รัฐเป็นผู้กำหนดกรอบของโลกาภิวัตน์ เสมือนดังที่ โพลันยิ (Polanyi) ชี้ว่ารัฐเป็นผู้กำหนดกรอบให้ระบบตลาดอยู่ในความควบคุมของสังคมเมื่อ คริสตศตวรรษที่ 19 รัฐสามารถเป็นเอเย่นต์ที่นำระบบเศรษฐกิจโลกเข้าอยู่ใต้การควบคุมของสังคม ต้องไม่ลืมว่ารัฐเป็นสังเวียนซึ่งผู้ที่ท้าทายผลกระทบต่อสังคมจากโลกา ภิวัตน์จะต่อสู้ได้ ประวัติศาสตร์มิได้จบลงที่โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ แม้ว่านักคิดบางคนจะยืนยันเช่นนั้น ประวัติศาสตร์จะก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งพร้อมทั้งสามารถกำหนดรูปแบบโครง สร้างของความคิดและผู้ทรงอำนาจทางการเมืองใหม่ได้ ขณะนี้โอกาสได้เปิดขึ้นแล้วเพื่อพัฒนารูปแบบองค์ความรู้ที่เอื้อต่อนวตกรรม เช่นว่านั้น

ช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา องค์ความรู้เรื่องการเมืองระดับโลกถูกสร้างขึ้นโดยวนเวียนอยู่กับภาวะสงคราม เย็นเป็นหลัก การสร้างความรู้เพื่อนำมาแก้ปัญหาความขัดแย้งระดับโลก ถูกคิดขึ้นเพื่อให้ประยุกต์ใช้ได้กับการแก่งแย่งแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ยักษ์ใหญ่ 2 ประเทศ องค์ความรู้ดังกล่าวพอจะใช้บรรลุจุดประสงค์นั้นได้ แต่ขีดจำกัดคือองค์ความรู้นั้นละเลยตัวแปรอื่นใดที่ไม่เกี่ยวกับการแก่งแย่ง แข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่

สำหรับมวลมนุษยชาติอันเป็นส่วนใหญ่ของโลกนั้น เรื่องอื่น ๆ สำคัญยิ่งกว่า อันได้แก่ การดำรงชีพภายใต้สภาพความหิวโหย โรคภัยไข้เจ็บ ความขัดแย้งที่รุนแรง และยังมีเรื่องของการถูกปฏิเสธความเป็นตัวตนด้านวัฒนธรรม สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นรองเรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้หรือผลประโยชน์ของประเทศมหา อำนาจยักษ์ใหญ่สองประเทศของโลกสงครามเย็น อุดมการณ์ 2 อุดมการณ์หลักที่แข่งขันกันคือ ทุนนิยมโลกและคอมมิวนิสต์โลกเป็นเพียงสองเกมที่ให้เล่นได้ ซึ่งต่างก็ให้ภาพว่าจะนำสู่โลกเสรีและอิสรภาพของชนชาติ แต่เมื่อการควบคุมต่าง ๆ ภายใต้กรอบสงครามเย็นถูกยกเลิกไป ความหลากหลายสภาวะของมนุษยชาติที่เคยถูกบดบังอยู่ก็กลับสู่ที่สว่างมองเห็น ได้ชัดเจน ตั้งแต่นั้นมาการอธิบายโลกในกรอบเดิม ๆ ของ neo-realism พร้อมทั้งข้อเสนอทางออกเดิม ๆ ก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพื่อ ที่จะแสวงหาฐานคิด เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางเลือก เราควรทำความเข้าใจว่าเรามาถึง ณ จุดนี้ได้อย่างไร ต่อจากนั้นจึงจะเน้นไปที่กลุ่มตัวปัญหาที่เราต้องเผชิญ ณ วันใหม่ของสหัสวรรษ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>